นอกจากจะได้รับความนิยมจากแฟนๆ ในบทพญานาคจากละคร “สร้อยนาคี” ทางช่อง 7HD ที่กำลังเข้มข้น จอร์จ-ฐปนัท สัตยานุรักษ์ ยังเป็นที่พูดถึงเรื่องหุ่นฟิตกล้ามแน่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเขา ที่คนจดจำได้จากการโชว์หุ่นและการถอดเสื้อบ่อยๆ
จอร์จ เผยว่า “ตอนที่ได้อ่านบทครั้งแรก ผมรู้สึกว่ามันเหมาะกับตัวเองมาก เพราะเป็นคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว การแต่งตัวและโชว์หุ่นไม่ใช่ปัญหาอะไร ตั้งใจเต็มที่กับเรื่องนี้ ทุกบทที่เล่นผมก็จะทุ่มเท แต่เรื่องนี้ต้องเน้นเรื่องกล้ามเนื้อหน่อย เพราะต้องโชว์พอสมควร การเข้าฟิตเนสสม่ำเสมอช่วยได้มาก ตอนนี้คนเริ่มจดจำบทบาทพญานาคของผมมากขึ้น รู้สึกดีที่ได้ฟีดแบ็กดีจากแฟนๆ ทั้งในไลฟ์ อินสตาแกรม และติ๊กต่อก เพราะทุกครั้งที่โพสต์คลิปเกี่ยวกับพญานาค ก็จะได้รับการกดไลค์และคอมเมนต์จำนวนมาก”
ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างในเรื่องของร่างกาย เพราะถอดเสื้อเกือบตลอดเวลา ใช้เสื้อผ้าน้อยมาก?
“ใช่ครับ ส่วนใหญ่ใส่ชุดเดียวตลอดทั้งเรื่อง สำหรับฉากที่แปลงร่างเป็นคนก็ต้องเตรียมตัวออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ บางทีก็ต้องเลี้ยงลูกเอง บางครั้งต้องกลับไปเชียงใหม่ กว่าลูกจะนอนก็เกือบเที่ยง บ่ายโมง ผมจะใช้เวลาช่วงนั้นไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส พอกลับมา ลูกก็จะตื่นพอดี นั่นเป็นความยากของการจัดตารางเวลา การออกกำลังกายส่วนตัวปกติผมจะชอบออกตอนเช้าหรือเย็น แต่ในช่วงนี้ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องช่วยดูแลลูกและเมียที่ทำงานด้วย ถ้าไม่ทำงานก็จะบินกลับเชียงใหม่ช่วยกันเลี้ยงลูก เพราะเราไม่จ้างพี่เลี้ยง และบางครั้งก็ต้องช่วยแม่ยายพักบ้างในวันที่กลับไปเชียงใหม่ บินกลับไปเกือบทุกอาทิตย์ครับ”

จากบทนี้ทำให้คนจำจอร์จได้มากขึ้นหรือไม่?
“ใช่ครับ บางครั้งผมก็ใช้ชีวิตธรรมดาๆ ไม่มีอะไรพิเศษ แต่พอมาเล่นเรื่องนี้มันมีความท้าทายมาก ทั้งการใช้ซีจี เช่น การหายตัว หรือการแปลงร่างจากงูเป็นคน บทบาทนี้มีมิติของความน้อยเนื้อต่ำใจ ตัวละครต้องรับบทมือขวาของนางเอก แต่กลับมีความรู้สึกพิเศษกับเธอ การผูกพันที่ยาวนานทำให้เราไม่อยากให้เธอเสียใจ แต่ถึงอย่างนั้นนางเอกกลับรักพระเอก ส่วนพญานาคจะถือคำสัตย์ที่พูดไว้เสมอ”
ปกติจอร์จมักเล่นบทบู๊ แต่เรื่องนี้ดราม่ามากขึ้น?
“เรื่องนี้ค่อนข้างแปลกใหม่และสนุกครับ มันท้าทายมากในการแสดงบทที่หลากหลาย เราต้องทำการบ้านและเรียนรู้เพิ่มเติม ถึงแม้ผมจะชอบบู๊และออกกำลังกาย แต่จริงๆ แล้วก็อยากเล่นคอมเมดี้เยอะๆ เพราะเป็นคนขี้เล่นและสนุกสนาน แต่อย่างที่บอก คนจะจำผมในฐานะคนที่โชว์หุ่นมากกว่า พอในเรื่องนี้ที่ต้องถอดเสื้อทั้งเรื่อง คนก็เริ่มจดจำผมมากขึ้น”
แฮชแท็กสายถอดก็มาแล้วหรือยัง?
“(หัวเราะ) อย่างที่บอกครับ ตอนนี้อาจจะกลายเป็นซิกเนเจอร์ไปแล้ว เพราะถ้าเห็นจอร์จก็ต้องถอดเสื้อทุกเรื่อง ล่าสุดไปฟิตติ้งละครใหม่ที่พี่เพชรเป็นผู้กำกับ พี่เพชรก็พูดว่า 'เดี๋ยวมีฉากถอดเสื้อด้วยนะ' ผมก็เลยบอกว่า 'ได้ครับพี่ พร้อมแล้ว' บอกเลยว่าไม่พลาด ต้องฟิตหุ่นไว้”
กลายเป็นภาพจำของเราไปแล้วใช่ไหม?
“ใช่ครับ มันกลายเป็นภาพจำไปแล้ว ทำให้เราต้องดูแลตัวเองและรูปร่างตลอด ทุกคนมีเอกลักษณ์ของตัวเอง สำหรับผมมันเป็นแบบนี้ ตอนแรกๆ ก็เหมือนกับการค้นหาตัวเองครับ เหมือนเรายังไม่รู้ว่าเราเป็นใคร อยู่ๆ ก็เหมือนวางไว้บนชั้น ว่าอันไหนคือจอร์จ พอมาถึงจุดนี้ก็เลยรู้ตัวว่า 'อันนี้แหละคือทางของเรา' ก็เลยบอกตัวเองว่า 'ไม่ต้องแคร์ ถอดไปเถอะ' ตอนแรกก็คิดว่าบ่อยจะดีหรือไม่ดี แต่ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าทางนี้แหละ”
ภรรยาแซวไหมที่ถอดเสื้อทุกเรื่อง?
“ก็มีอยู่ครับ เพื่อนๆ ชอบแซวว่า 'ถอดอีกแล้วเหรอ? ถอดบ่อยจัง' ผมก็เลยบอกว่า 'อ้าวก็อาชีพนี่นา' มันคือทางของผมที่ทำให้คนจำได้ ทีมงานที่เข้ากันตนาเห็นผมและมองว่าผมเหมาะกับทางนี้ ทั้งการแต่งตัวและการเล่นบทแบบนี้ ทำให้ผมดูมีออร่า หล่อขึ้นมา ตอนนั้นก็รับคำเขาไป แต่ในใจคิดว่า 'ถอดบ่อยจะดีเหรอ?' มันจะเปลืองตัวหรือเปล่า แต่สุดท้ายถ้ามีดีเราก็ต้องโชว์ ถ้าไม่โชว์คนก็ไม่เห็น ผมไม่ได้มีซิกแพ็กที่ชัดเจน แต่เป็นคนที่ดูสมส่วนและดูแลตัวเองไม่ได้อ้วน”
กังวลเรื่องการกิน หรือปล่อยตัวบ้างไหม เพราะทำงานหนัก?
“การถอดเสื้อหรือไม่ถอดต้องดูแลตัวเองตลอด เพราะเราอ้วนไม่ได้ ต้องมีวินัยในตัวเอง ในฐานะที่ทำงานในอาชีพนี้ 100% เราต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพราะมันคือการเลือกอาชีพของเรา และผลพลอยได้คือสุขภาพที่ดีขึ้นไปด้วย ผมไม่ใช่เด็กแล้ว ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดูเฮลตี้”

เวลาอยู่กับลูกอดใจได้ไหม เพราะบางทีเราต้องกินเพื่อให้ลูกกิน?
“ลูกผมกินเก่งมาก (หัวเราะ) บางทีเราสั่งจานใหญ่มาก็แบ่งกับลูกคนละครึ่ง ลูกกินผักและอาหารอื่นๆ ไม่ต้องคอยกระตุ้นอะไรมากเลย ตอนนี้ลูก 2 ขวบ 4 เดือน อีกหน่อยก็จะเข้าเตรียมอนุบาลในเดือน พ.ค.”
เตรียมใจร้องไห้รึยัง?
“ทำใจแล้วครับ เวลาเห็นน้ำตาลูกก็รู้สึกสงสาร พอเวลาลูกต้องกินยาแล้วร้องไห้ เราก็ต้องทำตามที่จำเป็น พอมีลูกเราก็เข้าใจความรักของพ่อแม่จริงๆ แต่ผมก็มีการดุนะ กับภรรยาก็ได้คุยกันแล้วว่าเราเลี้ยงลูกคนเดียวพอ ต้องดูแลเค้าให้สามารถใช้ชีวิตได้ในวันที่เราไม่อยู่ เพราะฉะนั้นชีวิตมันต้องเข้มงวดหน่อย แต่ก็ไม่ได้บังคับจนเกินไป”
อัปเดตความหวานกับภรรยาหน่อย?
“หลังๆ นี้ผมต้องบอกว่าเรากลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว เป็นพาร์ตเนอร์ที่ไม่สามารถห่างกันได้เลย มันเหมือนกับการที่เรามีปัญหาหรือทุกข์ร่วมกัน ทำให้ความรักในแบบแฟนเปลี่ยนไป กลายเป็นคู่ชีวิตที่ขาดกันไม่ได้ เราช่วยกันดูแลลูกแต่ก็ยังมีเวลาคอยดูแลกันเองในวันที่ดีๆ อย่างวันเกิดหรือวันพิเศษ เรายังมอบของขวัญและพากันไปทานข้าวกันเพื่อเติมเต็มความรักให้กันไม่ให้มันเฉยชาจนเกินไป”
แล้วเรื่องความระแวงหึงหวงล่ะ?
“มันก็เล่นๆ นะ เพราะเวลาทำงานเราต้องเจอคนหน้าตาดีมากมาย แต่ก่อนผมก็ยอมรับว่าเจ้าชู้ แต่ตั้งแต่มีลูกผมเปลี่ยนไปเยอะ รู้สึกว่ามันไม่มีความหมายเลย ตอนที่ยังไม่มีลูก แฟนผมอยู่กรุงเทพฯ ผมก็ยังมีความเจ้าชู้ แต่พอแฟนผมย้ายไปเชียงใหม่แล้ว เขาก็ไม่เคยถามอะไร แต่ผมคิดว่าเขาน่าจะกังวลบ้างแหละ แต่สิ่งที่ผมทำก็คือพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเรามีความจริงใจ เราไม่ได้เด็กแล้ว การทำแบบนั้นมันทำให้เรามีความสุขแค่คนเดียว แต่แฟนไม่มีความสุข และตอนนี้เรามีลูก การทำแบบนี้มันไม่มีประโยชน์อีกต่อไป”
หมายความว่า การมีลูกทำให้ความเจ้าชู้หายไปใช่ไหม?
“หายไปแล้วครับ ยอมรับเลยว่าการมีลูกทำให้ความเจ้าชู้หายไปจริงๆ เพราะการที่ทำให้แฟนเสียใจมันไม่มีประโยชน์ และตอนนี้ผมให้ความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น เมื่อไหร่ที่ว่างผมก็จะบินกลับไปหาทุกครั้งครับ”
