คาเวียร์ถือเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่เพิ่มมูลค่าให้กับอาหาร โดยไม่เพียงแค่เรื่องรสชาติ แต่ยังเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งโปรตีนและวิตามิน A, B, C, D, และ E รวมทั้งแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ เช่น ไอโอดีน, สังกะสี, โปแตสเซียม, โซเดียม และแมกนีเซียม คาเวียร์ยังเสริมรสชาติให้อาหารกลายเป็นมิติใหม่ ล่าสุด เชฟทาคากิ คะซูโอะ เชฟที่ปรึกษาของห้องอาหารคินู บาย ทาคากิ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้ร่วมกับสตูเรีย (Sturia) คาเวียร์จากฝรั่งเศส สร้างสรรค์ตำราการทำอาหารญี่ปุ่นที่ใช้คาเวียร์เป็นส่วนผสมที่เพิ่มความอร่อยจนต้องบอกว่า “โออิชิ”


เพื่อให้การรับประทานคาเวียร์ยิ่งอร่อยยิ่งขึ้น มร.โลรองต์ ดูโลย์ CEO ของสตูเรีย ได้ให้คำแนะนำในการใช้คาเวียร์อย่างถูกวิธี โดยได้เล่าให้ฟังว่า สตูเรียเป็นหนึ่งในบริษัทแรกที่ริเริ่มโครงการฟาร์มปลาสเตอร์เจียนในฝรั่งเศสหลังจากมีการห้ามจับปลาสเตอร์เจียน โดยเริ่มตั้งแต่ 20 ปีก่อนและปัจจุบันเป็นผู้นำในการผลิตคาเวียร์ที่มีคุณภาพสูง โดยสามารถผลิตคาเวียร์ได้ถึง 12 ตันต่อปี การผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่การเพาะเลี้ยงปลาสเตอร์เจียน การคัดไข่ทีละเม็ด รวมถึงการเก็บรักษาและหมักไข่ปลาให้ได้คาเวียร์ที่หลากหลาย ตั้งแต่คาเวียร์สดจนถึงคาเวียร์ที่ผ่านการหมักเพื่อเพิ่มรสชาติที่เข้มข้นจนกลายเป็นคาเวียร์ชั้นเลิศเหมือนกับ “haute couture caviar”


ซีอีโอของสตูเรีย คาเวียร์ ยังได้พูดถึงความหลากหลายของปลาสเตอร์เจียนที่ทำให้ได้คาเวียร์ที่มีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งขนาดและสีของไข่ รสชาติและเนื้อสัมผัสนั้นมาจากกระบวนการหมักไข่และระยะเวลาการหมัก การรับประทานคาเวียร์เริ่มจากการสังเกตสีและขนาดไข่ ก่อนจะชิมไข่ที่มีเนื้อสัมผัสกรุบกรอบและนุ่ม ซึ่งไม่มีรสกลิ่น หากมีกลิ่นจะถือว่าไม่ดี คาเวียร์จากสตูเรียมีหลายประเภท เช่น Primeur, Vintage และ Origin ที่ผลิตจากปลาสเตอร์เจียนพันธุ์ Baerri โดยระยะเวลาการหมักแตกต่างกันทำให้รสชาติของคาเวียร์แตกต่างกัน คาเวียร์มักถูกเสิร์ฟพร้อมกับแชมเปญหรือชีส แต่ก็สามารถรับประทานคู่กับ “สาเก” ได้อย่างดีเยี่ยม


