การเดินทางกลับมาที่ “วัดโบสถ์ หลวงปู่เทียน” จังหวัดปทุมธานีในครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อไปทานกล้วยแขก และนำรายได้ส่วนหนึ่งไปสนับสนุนการสร้างอาคารเรียนใหม่ของโรงเรียนวัดโบสถ์ (บวรธรรมกิจวิทยา) ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง จากข้อมูลของท่านเจ้าคุณต่อศักดิ์ เจ้าอาวาส อาคารเรียนคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2567 ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก นักเรียนจะไม่ต้องหยุดเรียนอีกต่อไปเนื่องจากปัญหาน้ำท่วมอาคารเรียนหลังเดิมที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่กำลังพูดคุยกับแม่ค้าจิตอาสาของวัด ผมสังเกตเห็นจานผัดไทยที่ดูน่ารับประทานวางอยู่หลังร้าน เมื่อสอบถามทราบว่า สั่งมาจากร้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัด

ในสัปดาห์นี้ “คุณชายแป๊ะ” จากคอลัมน์ “คุณชายตะลอนชิม” ขอแนะนำร้าน “บ้านเตี๋ยวริมน้ำ” ของ “คุณเอ๋–พดร กำหนดนับ” อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ขณะเดินผ่านโรงเรียนวัดโบสถ์หลังเดิม ยังคงเห็นน้ำท่วมขังในสนามบาสเกตบอลภายในโรงเรียน เดินต่อไปยังท่าน้ำวัดโบสถ์ จะเห็นป้ายโฆษณาแผ่นไวนิลขนาดใหญ่ที่มีข้อความว่า “ไม่มีตำนานของรสชาติ แต่เกิดมาสักชาติต้องมาชิม” สโลแกนนี้ดึงดูดใจมาก เดินเลี้ยวซ้ายตามป้ายลูกศรเข้าไปในชุมชนท่าน้ำวัดโบสถ์อีก 50 เมตรก็ถึงร้าน ศาลาหน้าบ้านดูน่านั่งมาก ถอดรองเท้าแล้วนั่งขัดสมาธิหน้าโต๊ะตัวเตี้ย ปล่อยให้ลมเย็นจากแม่น้ำเจ้าพระยาพัดผ่าน ผ่อนคลายไปกับบรรยากาศสงบๆ

มองไปยังฝั่งตรงข้ามจะเห็นตลาดสดเมืองปทุม เรือยนต์ลำเล็กกำลังลากเรือขนทรายลำใหญ่กลางแม่น้ำแล่นไปอย่างช้าๆ หลังจากพักผ่อนพอหายเหนื่อย ก็ถึงเวลาทดสอบสโลแกนของร้านว่าอร่อยจริงหรือไม่ ก่อนสั่งอาหาร ผมขออนุญาตคุณเอ๋เข้าไปดูขั้นตอนการทำในครัว บ้านไม้หลังนี้ทำให้ผมนึกถึงบ้านป้าของผมสมัยเด็ก พื้นไม้ขัดเหนือน้ำให้ความรู้สึกเย็นสบาย ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดวางไว้บนตู้ชั้นไม้ คล้ายกับฉากในภาพยนตร์ย้อนยุค ครัวหลังบ้านถูกออกแบบอย่างเรียบง่ายและเปิดโล่ง มองเห็นเด็กๆกำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน ผมรู้สึกขอบคุณคุณเอ๋ที่อนุญาตให้ผมเข้าไปชม
คุณเอ๋เตรียมแป้งทอดไว้พอประมาณ แล้วนำลงทอดในกระทะใบใหญ่ เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่า ละอองน้ำมันฟุ้งกระจาย ใช้เวลาทอดจนแป้งเหลืองกรอบได้ที่ จากนั้นเติมไข่ไก่ที่ตีไว้และหอยแมลงภู่ลงไปบนแป้ง ผัดจนไข่สุก แล้วใส่ถั่วงอกและต้นหอมซอยลงไปผัดต่อ ตักขึ้นมาใส่จาน โรยพริกไทยหอมๆ ผมตักน้ำจิ้มสูตรพิเศษของร้านมาทานคู่กับหอยทอดร้อนๆ น่าแปลกใจที่หอยทอดนี้ทำโดยคุณเอ๋ ซึ่งเพิ่งเปิดร้านมาได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น ฝีมือไม่ธรรมดา อร่อยสมคำร่ำลือ แป้งกรอบไม่อมน้ำมัน น้ำจิ้มรสชาติกลมกล่อม ไม่หวานเลี่ยน เติมความเผ็ดจากซอสพริกและความเปรี้ยวปลายลิ้นจากน้ำส้มสายชู

ผมถือจานหอยทอดออกมานั่งทานที่ศาลาหน้าบ้านริมน้ำ ปล่อยให้ “คุณฝน–น้ำฝน ลามอ” อายุ 46 ปี ภรรยาของคุณเอ๋ ทำผัดไทยกุ้งสดมาเสิร์ฟเป็นจานต่อไป ด้านหน้าศาลา หลานชายของคุณเอ๋กำลังทำความสะอาดเรือโดยสาร 2 ลำ ซึ่งสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 30 คน และเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว เมื่อเสร็จงาน หลานชายของคุณเอ๋ก็ใช้แม่น้ำเป็นที่แปรงฟัน อาบน้ำ และสระผมที่เชิงบันไดศาลา ผมมองไปที่ท่าเรือวัดโบสถ์ เห็นชาวบ้านหอบหิ้วถุงกับข้าวออกจากเรือหางยาวที่ข้ามฟากมา ผมรู้สึกสุขใจกับภาพเหล่านี้ ชีวิตแบบนี้เป็นวิถีดั้งเดิมของพวกเขา แม้หอยทอดและผัดไทยจะอร่อยแค่ไหน ก็สู้ความสุขที่ได้เห็นวิถีชีวิตแบบนี้ไม่ได้

“พี่โชคดีจริงๆ ที่มีบ้านอยู่ริมแม่น้ำแบบนี้” ผมเริ่มบทสนทนา ขณะชวนคุณเอ๋มานั่งทานอาหารและพูดคุยไปด้วย
คุณเอ๋ยิ้มรับคำชมและเล่าว่า “บ้านหลังนี้อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย พวกเราเป็นคนริมน้ำมาตลอด พี่รู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ริมแม่น้ำ แม้บางครั้งน้ำจะท่วมสูงเป็นเมตร แต่ก็ชินแล้ว การอยู่กับน้ำท่วมไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเป็นวิถีชีวิตของชาวริมน้ำ ตอนปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่ ครอบครัวเราต้องย้ายไปนอนในเรือโดยสารกันเลย”

“แม่พี่ (นางสำลี กำหนดนับ อายุ 80 ปี) พายเรือข้ามฟากส่งผู้โดยสารมาตั้งแต่สมัยค่าบริการคนละ 1 สลึง จนมาถึงรุ่นเราที่ขับเรือยนต์รับจ้าง ส่งผู้โดยสารระหว่างท่าเรือวัดโบสถ์และตลาดสดเมืองปทุม รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี และโรงเรียนวัดโบสถ์ ก่อนหน้านี้มีคนใช้บริการเรือข้ามฟากตลอดวัน แต่เมื่อวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานีเปลี่ยนระบบการเรียน รายได้จากเรือข้ามฟากไม่พอเลี้ยงชีพ เราจึงคิดขายอาหารเป็นรายได้เสริม”
“พี่เรียนรู้การผสมแป้งและหมักแป้งหอยทอดด้วยตัวเอง ผ่านการลองผิดลองถูกมาเยอะ แต่ไม่เคยท้อ เริ่มจากให้คนในครอบครัวลองชิมจนมั่นใจว่าแป้งกรอบอร่อยและน้ำจิ้มได้รสชาติที่ต้องการ อาจเป็นโชคดีของพี่ที่มีบ้านริมน้ำและใช้ศาลาเป็นที่ตั้งโต๊ะให้ลูกค้า บรรยากาศดี ลมพัดเย็นสบายตลอดวัน นอกจากอาหารอร่อยแล้ว ผู้คนยังชอบมานั่งทานริมแม่น้ำในราคาย่อมเยา บางวันศาลาเต็มก็ต้องตั้งโต๊ะที่เรือนชานหน้าบ้าน หรือแม้แต่ในเรือโดยสารก็มีบริการให้ลูกค้านั่งทานได้”

ผมมองเข้าไปในเรือแล้วสงสัยว่าจะตั้งโต๊ะทานข้าวได้จริงหรือไม่ เมื่อเรือโยกไปมาตามคลื่น “คนหนุ่มสาวน่าจะเหมาะกับที่นั่งแบบนี้มากกว่าผู้สูงอายุอย่างผม ที่นั่งศาลานี่สบายที่สุดแล้ว” ผมหัวเราะเบาๆ ยอมรับว่าตัวเองผ่านวัยรุ่นมาแล้วหลายปี
คุณเอ๋พยักหน้าและยิ้มรับด้วยความเข้าใจ “วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เรามีก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตกให้บริการ นอกจากนี้เด็กๆยังมาช่วยขายขนมถ้วย ลูกชิ้นปิ้ง น้ำลำไย และน้ำเก๊กฮวยด้วย”

“แล้วงานผู้ใหญ่บ้านล่ะพี่ ต้องดูแลชาวบ้านยังไงบ้าง” ผมเปลี่ยน話題 ถามถึงบทบาทผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลบ้านกลาง ที่คุณเอ๋ต้องดูแลประชากรกว่า 500 หลังคาเรือน
“พี่มีหน้าที่ช่วยเหลือชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ป่วยนอนติดเตียง พี่ประสานงานกับศาลานที ทองศิริ หรือเซียนแปะโรงสี วัดศาลเจ้า เพราะมีคนนำข้าวสารและอาหารแห้งมาบริจาคเป็นประจำ เมื่อได้รับของบริจาค พี่จะนำไปมอบให้ชาวบ้านที่ขาดแคลน ยิ่งในช่วงน้ำท่วม พี่ต้องประสานงานกับเทศบาล นำทรายและถุงปุ๋ยมาให้ชาวบ้านช่วยกันบรรจุทรายเพื่อทำคันกั้นน้ำ นี่คือหน้าที่หลักของพี่” คุณเอ๋พูดด้วยแววตาที่มุ่งมั่น พร้อมกับมองไปที่ดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า

ราคาอาหาร: ผัดไทย 50 บาท, หอยทอด 50 บาท, ก๋วยเตี๋ยวหมู 30 บาท, ขนมถ้วยคู่ละ 10 บาท, น้ำเก๊กฮวยและน้ำลำไยแก้วละ 10 บาท ส่วนลูกชิ้นปิ้งไม้ละ 5 บาท ร้าน “บ้านเตี๋ยวริมน้ำ” เปิดทุกวัน เวลา 08.00-16.00 น. หอยทอดและผัดไทยมีขายทุกวัน ส่วนก๋วยเตี๋ยวหมูและขนมถ้วยมีขายเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.09-6935-3832

คุณชายแป๊ะ
กดเพื่ออ่านคอลัมน์ "คุณชาย ตะลอนชิม" เพิ่มเติมได้ที่นี่
