
บทสวดธรรมจักร หรือ บทสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ถือเป็นปฐมเทศนา ซึ่งเป็นเทศนากัณฑ์แรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี การแสดงธรรมครั้งนี้ทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมและกลายเป็นพระโสดาบัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของพระรัตนตรัยอันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ วันที่ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ของทุกปี เราเรียกวันนี้ว่า วันอาสาฬหบูชา
บทสวดธรรมจักรฉบับย่อ
เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ
คำแปล
"ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ในเวลานั้น พระองค์ได้ตรัสเตือนเหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์ให้ตั้งใจฟังและพิจารณาตามพระดำรัสของพระองค์ดังนี้ ฯ"
บทขัดธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
อะนุตตะรัง อะภิสัมโพธิง สัมพุชฌิตวา ตะถาคะโต
ปะฐะมัง ยัง อะเทเสสิ ธัมมะจักกัง อะนุตตะรัง
สัมมะเทวะ ปะวัตเตนโต โลเก อัปปะฏิวัตติยัง
ยัตถากขาตา อุโภ อันตา ปะฎิปัตติ จะ มัชฌิมา
จะตูสวาริยะสัจเจสุ วิสุทธัง ญาณะทัสสะนัง
เทสิตัง ธัมมะราเชนะ สัมมาสัมโพธิกิตตะนัง
นาเมนะ วิสสุตัง สุตตัง ธัมมะจักกัปปะวัตตะนัง
เวยยากะระณะปาเฐนะ สังคีตันตัมภะฌามะ เส ฯ
บทสวดธรรมจักรฉบับสมบูรณ์ พร้อมคำอธิบายภาษาไทย
เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา, พาราณะสิยัง วิหะระติ, อิสิปะตะเน มิคะทาเยฯ
(ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี)
ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิฯ
(ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเตือนเหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์ว่า)
เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา,
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้บรรพชิตไม่ควรปฏิบัติตาม)
โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค,
(อย่างแรกคือ การหมกมุ่นอยู่กับกามสุขในกามทั้งหลาย)
หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต
(เป็นสิ่งต่ำทราม เป็นเรื่องของชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ปราศจากความประเสริฐ และไม่นำมาซึ่งประโยชน์ใด ๆ)
โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค, ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโตฯ
(อย่างที่สองคือ การทรมานตนให้ลำบาก ซึ่งนำมาซึ่งความทุกข์ ไม่ประเสริฐ และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ)
เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ, มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา,
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางสายกลางที่ไม่เข้าใกล้ที่สุดสองอย่างนี้ เป็นข้อปฏิบัติที่ตถาคตได้ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันสูงส่ง)
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ
(สร้างดวงตา สร้างญาณเครื่องรู้ นำไปสู่ความสงบระงับ ความรู้แจ้ง ความตรัสรู้ และความดับทุกข์)
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา,
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางสายกลางที่ตถาคตตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งนั้นคืออะไร)
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ
(สร้างดวงตา สร้างญาณเครื่องรู้ นำไปสู่ความสงบ ความรู้แจ้ง ความตรัสรู้ และความดับทุกข์)
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค. เสยยะถีทังฯ
(นี่คือทางมีองค์แปดอันประเสริฐ ได้แก่ธรรมเหล่านี้ คือ)
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิฯ
(ความเห็นชอบ ความคิดชอบ การพูดชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ)
อะยัง โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา,
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือทางสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันสูงส่ง)
จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ
(สร้างดวงตา สร้างญาณเครื่องรู้ นำไปสู่ความสงบระงับ ความรู้แจ้ง ความตรัสรู้ และความดับทุกข์)
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจังฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือความจริงอันประเสริฐเกี่ยวกับทุกข์)
ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง,
(การเกิดเป็นทุกข์ ความชราเป็นทุกข์ และความตายก็เป็นทุกข์)
โสกะปริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา,
(ความเศร้าโศก ความคร่ำครวญ ความเจ็บปวดกาย ความเจ็บปวดใจ และความคับข้องใจ ล้วนเป็นทุกข์)
อัปปิเยหิ สัมปโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง
(การพบเจอสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ และการไม่ได้รับสิ่งที่ปรารถนาก็เป็นทุกข์)
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขาฯ
(กล่าวโดยสรุป อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นเหตุแห่งทุกข์)
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจังฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือความจริงอันประเสริฐเกี่ยวกับเหตุแห่งทุกข์)
ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภินันทินีฯ
(ความอยากนี้ใดที่นำไปสู่การเกิดใหม่ ประกอบด้วยความยินดีและความกำหนัด เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ)
เสยยะถีทังฯ
(ได้แก่สิ่งต่อไปนี้ คือ)
กามตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหาฯ
(ความปรารถนาในกาม ความปรารถนาในความมีอยู่ และความปรารถนาในความไม่มีอยู่)
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยสัจจัง.
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือความจริงอันประเสริฐเกี่ยวกับความดับทุกข์)
โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโยฯ
(คือ การดับตัณหาอย่างสิ้นเชิง การสละ การปล่อยวาง การไม่ยึดมั่น และการไม่ผูกพันในตัณหา)
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจังฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์อย่างแท้จริง)
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐิงคิโก มัคโคฯ เสยยะถีทังฯ
(นี่คือทางมีองค์แปดอันประเสริฐ ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ)
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสติ สัมมาสมาธิฯ
(ความเห็นชอบ ความคิดชอบ การพูดชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ)
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือทุกข์เป็นอย่างนี้)
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือทุกข์นั้น ควรกำหนดรู้)
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือทุกข์นั้น เราได้กำหนดรู้แล้ว)
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้)
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์นั้น ควรละเสีย)
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์นั้น เราได้ละแล้ว)
อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือความดับทุกข์เป็นอย่างนี้)
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือความดับทุกข์นั้น ควรทำให้แจ้ง)
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือความดับทุกข์นั้น เราได้ทำให้แจ้งแล้ว)
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์เป็นอย่างนี้)
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์นั้น ควรเจริญให้มากขึ้น)
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว, ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ, จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อน จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นแก่เรา ว่า อริยสัจคือทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์นั้น เราได้เจริญแล้ว)
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติปะริวัฏฏัง ทะวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา ซึ่งมีรอบ ๓ และอาการ ๑๒ ยังไม่บริสุทธิ์เพียงใด)
เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก, สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง.
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่ประกาศตนว่าได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันประเสริฐที่สุด ในโลกพร้อมด้วยเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์)
ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ, เอวันติปะริวัฏฏัง ทะวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดที่ปัญญาอันรู้เห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ ๔ เหล่านี้ของเรา ซึ่งมีรอบ ๓ และอาการ ๑๒ บริสุทธิ์ดีแล้ว)
อะถาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก, สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิงฯ
(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้นเราจึงประกาศตนว่าได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันประเสริฐที่สุด ในโลกพร้อมด้วยเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์ ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์)
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ, อะกุปปา เม วิมุตติ, อะยะมันติมา ชาติ, นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ,
(และปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเรามั่นคงไม่หวั่นไหว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ไม่มีภพใหม่อีกแล้ว)
อิทะมะโวจะ ภะคะวาฯ
(พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว)
อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุงฯ
(พระภิกษุปัญจวัคคีย์ต่างชื่นชมยินดีในพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า)
อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเน,
(ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้อยู่)
อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ,
(ดวงตาธรรมอันบริสุทธิ์ปราศจากมลทินได้บังเกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า)
ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ.
(สิ่งใดก็ตามที่มีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา)
ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก, ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง,
(เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมุนธรรมจักรแล้ว เหล่าภูมิเทวดาก็บันลือเสียงประกาศ)
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง,
(ธรรมจักรอันประเสริฐที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมุนขึ้นแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี)
อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติฯ
(ซึ่งสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่อาจทำให้กลับคืนได้)
ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา, จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
(เทพเจ้าในชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของเทพเจ้าเหล่าภูมิเทวดา จึงบันลือเสียงประกาศต่อไป)
จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา, ตาวะติงสา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
(เทพเจ้าในชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของเทพเจ้าเหล่าจาตุมหาราช จึงบันลือเสียงประกาศต่อไป)
ตาวะติงสานัง เทวานัง สัททัง สุตวา, ยามา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
(เทพเจ้าในชั้นยามา ได้ยินเสียงของเทพเจ้าเหล่าดาวดึงส์ จึงบันลือเสียงประกาศต่อไป)
ยามานัง เทวานัง สัททัง สุตวา, ตุสิตา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
(เทพเจ้าในชั้นดุสิต ได้ยินเสียงของเทพเจ้าเหล่ายามา จึงบันลือเสียงประกาศต่อไป)
ตุสิตานัง เทวานัง สัททัง สุตวา, นิมมานะระตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
(เทพเจ้าในชั้นนิมมานรดี ได้ยินเสียงของเทพเจ้าเหล่าดุสิต จึงบันลือเสียงประกาศต่อไป)
นิมมานะระตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา, ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
(เทพเจ้าในชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ได้ยินเสียงของเทพเจ้าเหล่านิมมานรดี จึงบันลือเสียงประกาศต่อไป)
ปะระนิมมิตะวะสะวัตตีนัง เทวานัง สัททัง สุตวา, พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุงฯ
(เทพเจ้าในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของเทพเจ้าเหล่าปรนิมมิตวสวัตตี จึงบันลือเสียงประกาศต่อไป)
เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง,
(ธรรมจักรอันประเสริฐที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมุนขึ้นแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี)
อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัส์มินติฯ
(ซึ่งสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกไม่อาจทำให้กลับคืนได้)
อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ, ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ
(ในชั่วขณะนั้น เสียงได้แผ่ไปจนถึงพรหมโลก)
อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ, สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิฯ
(โลกธาตุทั้งหมื่นได้สั่นสะเทือน สะท้านสะเทือนไปทั่ว)
อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิฯ
(แสงสว่างอันหาที่เปรียบมิได้ได้ปรากฏขึ้นในโลก)
อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวังฯ
(ซึ่งล้ำเลิศเกินกว่าอานุภาพของเหล่าเทวดาทั้งปวง)
อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ, อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติฯ
(แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะได้รู้แจ้งแล้วหนอ ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แจ้งแล้วหนอ ท่านผู้เจริญ)
อิติหิทัง อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ, อัญญาโกณฑัญโญเตววะ นามัง อะโหสีติฯ
(ด้วยเหตุนี้ ท่านพระโกณฑัญญะจึงได้นามว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่นั้นมา)
