บทสวดธรรมจักร หรือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นพระธรรมเทศนาครั้งแรกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในเมืองพาราณสี หลังจากตรัสรู้ได้ 55 วัน ซึ่งตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี และถือเป็นวันอาสาฬหบูชา
เนื้อหาของบทสวดธรรมจักรเน้นไปที่หลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา ซึ่งประกอบด้วย
- ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับข้องใจ และความทนได้ยาก
- สมุทัย คือ สาเหตุของทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ความอยากได้ อยากมี และความปรารถนา
- นิโรธ คือ การดับทุกข์ และความสงบเย็น
- มรรค คือ ทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ผ่านมรรคมีองค์ 8
บทสวดมนต์ธรรมจักรบทสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ
มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว
มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถา คะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
อะยัง โข สา ภิกขะเว
มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ฯ ชาติปิ ทุกขะ ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะ ทุกขะ โทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ฯ ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภิ นันทินี ฯ เสยยะถีทัง ฯ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ฯ โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ
อิ ทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะ สัจจัง ฯ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมา อาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
(หยุด)
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิญานัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญาอุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ฯ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ยาวะกีวัญจะ
เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ
เนวะ ตาวาหัง
ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ
ยะโต จะ โข
เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ
อะถาหัง
ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง จาตุมมะหาราชิกานัง เทวานัง สัททัง สุตวา
เทวาแห่งตาวะติงสาได้ยินเสียงประกาศจากเทวาในชั้นตาวะติงสา
เทวดาในชั้นยามาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นยามา
เทวดาในชั้นตุสิตาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นตุสิตา
เทวดาในชั้นนิมมานะระตีได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นนิมมานะระตี
เทวดาในชั้นปะระนิมมิตะวะสะวัตตีได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นปะระนิมมิตะวะสะวัตตี
เทวดาในชั้นพรหมะกายิกาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นพรหมะกายิกา
เทวดาในชั้นพรหมะปาริสัชชาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นพรหมะปาริสัชชา
เทวดาในชั้นพรหมะปุโรหิตาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นพรหมะปุโรหิตา
เทวดาในชั้นมะหาพรหมาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นมะหาพรหมา
เทวดาในชั้นปะริตตาภาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นปะริตตาภา
เทวดาในชั้นอัปปะมาณาภาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นอัปปะมาณาภา
เทวดาในชั้นอาภัสสะระได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นอาภัสสะระ
เทวดาในชั้นปะริตตะสุภาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นปะริตตะสุภา
เทวดาในชั้นอัปปะมาณะสุภาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นอัปปะมาณะสุภา
เทวดาในชั้นสุภะกิณหะกาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นสุภะกิณหะกา
เทวดาในชั้นอสัญญะสัตตาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นอสัญญะสัตตา
เทวดาในชั้นเวหัปผะลาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นเวหัปผะลา
เทวดาในชั้นอะวิหาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นอะวิหา
เทวดาในชั้นอะตัปปาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นอะตัปปา
เทวดาในชั้นสุทัสสาได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นสุทัสสา
เทวดาในชั้นสุทัสสีได้ยินเสียงประกาศจากเทวดาในชั้นสุทัสสี
เทวดาในชั้นอะกะนิฏฐะกาได้ยินเสียงประกาศ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี ซึ่งไม่มีใครในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครก็ตาม สามารถประกาศได้เช่นนี้
(หยุด)
ในขณะนั้น เสียงนั้นได้แผ่ไปจนถึงพรหมโลก พร้อมกับเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในหมื่นโลกธาตุ แสงสว่างอันยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ดังนั้น ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามว่า อัญญาโกณฑัญญะ ตั้งแต่นั้นมา
บทสวดธรรมจักร แบบย่อ
เนื่องจากบทสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตรมีความยาวมาก ทำให้หลายคนสวดได้ยาก จึงมีการย่อเนื้อหามาเป็นฉบับสั้น ดังต่อไปนี้
ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจคือความทุกข์ ได้แก่ ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความพบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ โดยย่อ ขันธ์ทั้งห้าที่ประกอบด้วยอุปาทานเป็นทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหาที่นำให้เกิดภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัด เพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจคือความดับทุกข์ ได้แก่ ความดับตัณหานั้นโดยไม่เหลือ ความปล่อยวาง ความสละ ความหลุดพ้น ไม่ยึดมั่น
ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่มรรคมีองค์แปดอันประเสริฐ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ ความระลึกชอบ และความตั้งใจมั่นชอบ
คำแปลของบทสวดธรรมจักร
ภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์เป็นอริยสัจ คือ ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความพบกับสิ่งไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักเป็นทุกข์ ความปรารถนาแล้วไม่ได้เป็นทุกข์ โดยสรุป ขันธ์ห้าที่ประกอบด้วยอุปาทานเป็นทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอริยสัจ คือ ตัณหาที่นำไปสู่การเกิดใหม่ ประกอบด้วยความยินดีและความกำหนัด มีความเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย ความดับทุกข์เป็นอริยสัจ คือ การดับตัณหาโดยไม่เหลือ ความปล่อยวาง ความสละ ความหลุดพ้น และความไม่ยึดมั่นในตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย นี่คือหนทางสู่การดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ 4 ซึ่งเรียกว่าอริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วย ความเห็นชอบ, ความดำริชอบ, การเจรจาชอบ, การกระทำชอบ, การเลี้ยงชีพชอบ, ความพยายามชอบ, ความระลึกชอบ, และความตั้งใจมั่นชอบ
