
สำรวจตำนานเมืองผ่านตัวอักษร ตั้งแต่ ‘กระสือ’ ของไทย สู่ ‘แม่มด’ จากตะวันตก ความหวาดกลัว บทบาททางเพศ และความรู้สึกโดดเดี่ยว
ลองหลับตาแล้วจินตนาการว่าคุณอยู่ในชนบทห่างไกล ที่มีทุ่งนากว้างและบรรยากาศเงียบสงัด เหมาะสมกับสถานที่เกิดเหตุสุดคลาสสิก ตอนนี้เป็นเวลาดึกมาก คุณไม่รู้ชัดว่าเป็นกี่โมง แต่รู้เพียงว่าท้องฟ้ามืดสนิท บ้านเรือนปิดไฟนอนกันหมด และคุณต้องรีบกลับบ้านให้ทัน
แต่ก่อนที่จะกลับได้ ตาคุณกลับเหลือบไปเห็น ‘มัน’ ก่อน
เมื่อมองแวบแรก ดูเหมือนไฟดวงใหญ่ที่ส่องแสงสีแดง (บางคนก็ว่าเป็นสีเขียว ขึ้นอยู่กับความเชื่อท้องถิ่น) วับวาบอยู่กลางทุ่ง แต่เมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นว่าเป็นศีรษะลอยได้ของหญิงผมยุ่งเหยิงที่มีไส้พุงห้อยลงมา
ในสายตาของคนนอก นี่อาจดูเป็นภาพผีที่ตลกและขัดแย้งกับหลักวิทยาศาสตร์อย่างมาก แต่สำหรับชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน... สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับเรื่องเล่าของผีผู้หญิงที่มีเพียงหัวและเครื่องในที่เรืองแสง...
‘กระสือ’
‘เอิบ’ หรือ ‘อาบ’ (กัมพูชา)
‘ปินังกาลัน’ (มาเลเซีย)
ไม่ว่าคุณจะเรียกมันว่าอะไร ก็ยอมรับได้ว่านี่คือหนึ่งในภาพที่น่าสยดสยองและน่าหวาดหวั่นที่สุด
กระสือคือผีไทยที่โดดเด่น (หรือลอยเด่น?) ทั้งในวัฒนธรรมป็อปและในความกลัวที่ยังคงฝังลึกในใจผู้คน เห็นได้จากเหตุการณ์กระสือลพบุรีที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน
แม้ท้ายที่สุดเรื่องราวจะถูกเปิดโปงว่าเป็นเพียงโจรปลอมตัว แต่ความหวาดกลัวที่ทำให้ชาวบ้านในหลายตำบลของลพบุรีไม่กล้าออกนอกบ้านยามค่ำคืน รวมถึงการลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างจริงจังของผู้นำชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล้วนยืนยันว่าภาพลักษณ์ของกระสือยังไม่จางหายจากความทรงจำของผู้คน
เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลฮาโลวีนอย่างเป็นทางการ The Momentum ขอเชิญคุณมาสำรวจ ‘ผีกระสือ’ อีกครั้ง ผ่านมุมมองทางเพศภาวะและสังคมวิทยา
จาก ‘กระสือ’ ไทย สู่ ‘แม่มด’ ตะวันตก
แม้บริบทจะแตกต่างและห่างไกลกัน แต่หากลองพิจารณาอย่างละเอียด จะพบว่าความเชื่อเกี่ยวกับกระสือของไทยและแม่มดของตะวันตกมีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกันหลายประการ
ประเด็นแรกคือต้นกำเนิดของกระสือซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ทฤษฎีหลัก ได้แก่
1. ผู้หญิงไม่สามารถเกิดมาเป็นกระสือได้ตั้งแต่แรก แต่จะกลายเป็นกระสือเมื่อถูกสิงโดยภูตชนิดหนึ่ง ทั้งผู้หญิงและภูตกระสือต้องเคยทำกรรมแบบเดียวกันมาก่อน จึงดึงดูดและเชื่อมโยงถึงกันได้
2. เชื้อกระสือสามารถถ่ายทอดผ่านน้ำลายได้ ทำให้ในตำนานส่วนใหญ่ กระสือมักถ่ายน้ำลายให้ลูกหลานก่อนตายเพื่อส่งต่อเชื้อ
3. เป็นลักษณะที่สืบทอดผ่านทางพันธุกรรม
จุดร่วมของทั้ง 3 ทฤษฎีคือการเกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์หรือมนต์ดำ หากไม่ใช่การทำผิดจนถูกสาปให้กลายเป็นกระสือ ก็คือการส่งต่อวิบากกรรมจากการเล่นคุณไสยจากรุ่นสู่รุ่น คล้ายกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับแม่มดในอดีตที่มักเป็นคนธรรมดาที่หลงผิดไปฝึกวิชามืดหรือบูชาสิ่งที่ศาสนาหลักมองว่า ‘นอกรีต’ ก่อนจะส่งต่อความเชื่อและพิธีกรรมเหล่านี้ให้ลูกหลาน
อีกจุดร่วมที่ไม่อาจมองข้ามคือประเด็นเรื่อง ‘เพศ’ ของทั้งกระสือและแม่มด ซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การถูกล่าที่เต็มไปด้วยความรุนแรงต่อผู้หญิง
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ไม่เคยมีตำนานเกี่ยวกับกระสือผู้ชายปรากฏในประวัติศาสตร์ ทำให้เชื่อกันว่ากระสือต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น แม้ต่อมาจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ‘กระหัง’ ผีผู้ชายที่เป็นคู่ของกระสือ แต่ความหวาดกลัวและความเชื่อเกี่ยวกับผีชนิดนี้ก็ยังไม่เทียบเท่ากับกระสือ
ว่ากันว่ากระสือจะใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์ทั่วไปในตอนกลางวัน โดยมีลักษณะภายนอกไม่ต่างจากคนปกติ แต่จะมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่น ไม่สบตาใคร ไม่พูดคุยกับใคร หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน และไม่ชอบแสงสว่าง
(ผู้อ่านหลายคนอาจสังเกตว่าพฤติกรรมเหล่านี้สามารถอธิบายได้ด้วยลักษณะนิสัยแบบ Introvert หรือแม้แต่ปัญหาสุขภาพจิตและความเครียด ซึ่งเป็นความเป็นไปได้ที่ควรพิจารณา)
คล้ายกับกระบวนการล่าแม่มด (Witch Hunt) ที่มักพุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงที่มีพฤติกรรมแตกต่างจากบทบาททางเพศและวิถีชีวิตปกติในชุมชน
แน่นอนว่ากระสือไม่ใช่ตำนานเมืองเพียงเรื่องเดียวที่พูดถึงมนุษย์ตัวปลอมหรือ Imposter ที่แฝงตัวอยู่ในชุมชน หากกระสือเป็นตัวแทนของภาคกลาง ‘ปอบ’ ก็คือตัวแทนของภาคอีสาน ส่วนทางตะวันตก นอกจากแม่มดแล้ว ยังมีมนุษย์หมาป่าและตำนานอื่นๆ อีกมากมาย
นักมานุษยวิทยาและนักสังคมศาสตร์อธิบายว่าตำนานลักษณะนี้เป็นกลไกในการจัดการกับความไม่ไว้วางใจภายในชุมชน ในยุคโบราณ หากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ บุคคลแปลกหน้าหรือแม้แต่คนในชุมชนที่มีพฤติกรรมแปลกแยก มักถูกกล่าวหาและขับไล่ออกไปเป็นกลุ่มแรก
และด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ชัดเจน หากดูจากสถิติ ผู้หญิงมักถูกสงสัยก่อนผู้ชายอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ในยุคการล่าแม่มดสมัยใหม่ตอนต้น (Early Modern Era) ในยุโรปและอเมริกาเหนือ มีคนถูกประหารชีวิตจากการถูกกล่าวหาว่าใช้ศาสตร์มืดประมาณ 4-6 หมื่นคน โดยกว่า 75% เป็นผู้หญิง
ของเสื่อม-อาเพศ-ผิดผี: ในโลกแห่งความเชื่อที่ผู้หญิงต้อง ‘รับจบ’
ประจำเดือนเป็นของต่ำ
ห้ามสตรีขึ้นอุโบสถ
หากผู้หญิงขึ้นคร่อมของจะทำให้ของนั้นเสื่อม
ผู้นำหญิงจะนำมาซึ่งอาเพศ
ฯลฯ
ในโลกของศาสนา ไสยศาสตร์ และความเชื่อ ผู้หญิงมักถูกกำหนดบทบาทให้เป็นตัวการที่คุกคามความสงบสุขของทั้งปัจเจกและชุมชน ไม่เพียงแต่ในวัฒนธรรมหลักของไทยเท่านั้น แม้แต่ความเชื่อของชนกลุ่มน้อยหลายแห่งก็มักโยนความผิดให้ผู้หญิงในชุมชนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่หาคำอธิบายไม่ได้
ตัวอย่างเช่น ความเชื่อของชาวม้งโบราณที่ว่าสตรีที่แต่งงานแล้วจะไม่สามารถกลับมาอาศัยในบ้านเดิมได้อีก แม้สามีจะเสียชีวิต หย่าร้าง หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ตาม สามารถมาเยี่ยมบ้านได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น มิฉะนั้นจะถือเป็นการผิดผีอย่างร้ายแรง
หรือแม้แต่ในสังคมตะวันตก แม่มดก็ถูกโทษว่าเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในช่วงศตวรรษที่ 14-16 ซึ่งทำให้พืชผลเสียหาย ความเชื่อนี้ทำให้เกิดความคิดว่าพระเจ้าลงโทษมนุษย์ และความเกลียดชังต่อความเชื่อนอกรีตที่สะสมมานาน ทำให้ชุมชนเลือกหา ‘แพะรับบาป’ เพื่อระบายความไม่พอใจจากความไม่รู้ของตนเอง
ในกรณีการล่าแม่มดในตะวันตก มีการอธิบายว่าบทบาททางเพศ (Gender Role) ของผู้หญิงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเธอถูกสงสัย เนื่องจากผู้หญิงถูกกำหนดให้ดูแลบ้านเรือนและอาหารการกิน ดังนั้น ในขณะที่พื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ถูกควบคุมโดยผู้ชาย พื้นที่ภายในบ้าน (Domestic Sphere) ก็ถูกควบคุมโดยผู้หญิง ทำให้มีโอกาสที่จะกระทำการลับๆ ในพื้นที่ปิด
นอกจากนี้ ศาสตร์เวทมนตร์และจิตวิญญาณยังเชื่อมโยงกับบทบาทในครัวเรือนของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เช่น การปรุงอาหาร ความรู้เกี่ยวกับพืชสมุนไพร ฯลฯ
แต่หลักการเดียวกันนี้ไม่สามารถใช้อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างผู้หญิงกับพฤติกรรมเช่นการกินของสกปรก รกเด็ก หรือของคาวของกระสือได้ ดังนั้น คำถามเกี่ยวกับความกลัว บทบาททางเพศ และความแปลกแยกในตำนานกระสือจึงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องขบคิดต่อไป จนถึงคืนฮาโลวีนที่กำลังจะมาถึง
