
มีผู้คนมากมายเล่าขานกันว่า ผีมักสื่อสารโดยไม่ขยับปาก หรือในบางครั้ง เมื่อผีปรากฏในฝัน เราก็ไม่อาจได้ยินเสียงของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม หลายคนมักบอกเล่าว่า เมื่อได้ยินเสียงผี พวกเขาจะรู้ทันทีว่าเป็นเสียงของวิญญาณ เพราะภาษาที่ใช้ฟังดูแปลกประหลาด ไม่ชัดเจน บางครั้งก็เป็นเสียงพึมพำ บางครั้งก็ดังๆ เบาๆ หรือขาดหายเป็นช่วงๆ บางทีเสียงก็เหมือนลอยมาจากระยะไกล แต่บางครั้งก็เหมือนมีใครมาคุยข้างหู
สำหรับฉันแล้ว ประสบการณ์เกี่ยวกับการได้ยินเสียงผีนั้นมีไม่มากนัก อาจเป็นเพราะหลายครั้งที่เราไม่แน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเกี่ยวข้องกับวิญญาณหรือไม่
ในช่วงหนึ่งของชีวิต ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก พ่อและแม่ย้ายจากที่ดินเดิมมาสร้างบ้านบนที่ดินแปลงใหม่ ซึ่งอยู่ใกล้กับวัด หรืออาจกล่าวได้ว่าเพียงก้าวข้ามกำแพงวัดมาไม่ไกล
ในสมัยนั้น ชาวบ้านมักถือว่าบ้านของปู่จารย์เป็นสถานที่พิเศษ (คำว่า *ปู่จารย์* หรือ *ปู๋จ๋าน* ในภาคเหนือ หมายถึง *มัคทายก* ในภาคกลาง แต่ปู่จารย์ทางเหนือมักมีความเชี่ยวชาญในวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรมทางศาสนา และวิชาคาถาอาคม รวมถึงโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ เช่นเดียวกับที่พ่อของฉันก็ทำสิ่งเหล่านี้ควบคู่กันไป)
คำว่า *พิเศษ* ในที่นี้หมายถึงการเป็น *พื้นที่อาถรรพ์* โดยธรรมชาติของมันเอง ในอดีต หากบ้านของปู่จารย์ถูกประกาศขาย ก็ยากที่จะมีผู้ซื้อ เพราะเชื่อกันว่าหากผู้อยู่อาศัยไม่มี *บารมี* เพียงพอ ก็จะอยู่ไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของวิญญาณและคาถาอาคมที่ถูกฝังไว้ในบ้าน
เท่าที่ฉันจำได้ ครอบครัวของเราถูกมองโดยคนในชุมชนเช่นนั้นเสมอมา เป็นเวลาหลายสิบปีที่บ้านของเราไม่มีประตูหรือรั้ว แต่ของก็ไม่เคยหาย และหากไม่มีธุระสำคัญ ก็แทบไม่มีใครอยากมาเยี่ยมบ้านเราตอนกลางคืน แม้แต่ตอนกลางวัน หากไม่มีใครอยู่บ้าน ก็น้อยคนนักที่จะกล้าเข้ามาตามลำพัง
กลับมาที่การย้ายบ้านไปอยู่ใกล้วัด...ที่ดินแปลงนั้นในสมัยก่อนถูกพูดถึงว่าเป็นที่อาถรรพ์ และนอกจากพ่อของฉันแล้ว ก็ไม่มีใครคิดจะไปอยู่อาศัย
(เกร็ดเล็กน้อย หลังจากที่เราย้ายออกจากที่ดินแปลงนั้นไปหลายปี ที่ดินก็ถูกซื้อขายเปลี่ยนมือหลายครั้ง จนในที่สุดมีครอบครัวหนึ่งตัดสินใจย้ายเข้ามาอยู่)
จนกระทั่งวันหนึ่ง แม่เลี้ยงเดี่ยวเจ้าของบ้านตัดสินใจผูกคอตายภายในบ้าน หลังจากเหตุการณ์นั้น แม้บ้านจะถูกรื้อถอนจนหมดสิ้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าไปสร้างบ้านใหม่ในที่ดินแปลงนั้นอีกเลย)
การที่ครอบครัวของเราไปสร้างบ้านในพื้นที่ที่ชาวเหนือเรียกว่า *ที่ผีกั่น* (พื้นที่อาถรรพ์ที่มีผีดุ) ทำให้ชาวบ้านสนใจและมักถามไถ่ว่าเราเจออะไรบ้าง
และเราก็เจอเรื่องแปลกๆ จริงๆ
ตั้งแต่ช่วงแรกที่เราย้ายเข้าไปอยู่ ตอนกลางคืนที่เงียบสงัด จู่ๆ ก็มีเสียงคนเดินขึ้นบันไดบ้าน
บ้านของเราในตอนนั้นเป็นแบบกึ่งเรือนกึ่งกระท่อม เป็นบ้านไม้ที่มีใต้ถุนโล่งพอสมควร สามารถก้มลงมองเข้าไปได้ แต่ไม่สามารถใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเหมือนบ้านยกพื้นสูงได้ บันไดบ้านจึงมีเพียง 5-6 ขั้นเท่านั้น
หากมีใครก้าวขึ้นบันไดบ้าน แรงสั่นสะเทือนและเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีคนเดินผ่านตัวบ้านไปยังครัวด้านหลัง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของบ้านที่ปูพื้นด้วยไม้กระดาน
ในครั้งแรก พ่อและแม่รีบออกมาดู แต่ก็ไม่พบอะไร ไม่มีทั้งคนหรือสัตว์ที่อาจขึ้นมาบนบ้านได้ แต่นี่ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวหรือคืนเดียว ในคืนต่อๆ มา เสียงฝีเท้าที่เดินขึ้นบันไดก็กลับมาอีก และเช่นเคย ทุกครั้งที่พ่อแม่ออกไปดู ก็ไม่พบใครในบ้าน
ในช่วงแรก แม่กังวลว่าอาจเป็นขโมย และให้พ่อไปแจ้งพ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) แต่ในหมู่บ้านของเราไม่มีข้าวของใครหาย และในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ทุกคนรู้จักกันดี รู้ว่าบ้านใครอยู่ที่ไหน และบ้านไหนมีคนกี่คน
แต่ที่น่าแปลกคือ ฉันและน้องไม่เคยได้ยินเสียงนั้นเลย เรารู้เรื่องนี้เพียงจากการพูดคุยของผู้ใหญ่ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ฉันตื่นขึ้นกลางดึกและได้ยินเสียงคนเดินขึ้นบันไดบ้าน
...มันเป็นเสียงก้าวที่ชัดเจน เหมือนเวลาที่คนเดินขึ้นบ้าน มันไม่ใช่เสียงไม้ลั่นหรือลมพัดสิ่งของเคลื่อนไหว เรารู้ได้ทันทีว่า นั่นคือเสียงฝีเท้าของคน
เมื่อแน่ใจว่าเป็นเสียงฝีเท้า แม่ก็ตะโกนออกไปดังๆ
"ถ้าอยากกินอะไรก็หามากินเถอะ กินเสร็จก็ไปซะ อย่ามากวนเด็กๆ อีก!"
ฉันอาจจะแค่หูแว่ว แต่ก็ได้ยินเสียงคล้ายหายใจแรงๆ สักพัก จากนั้นเสียงฝีเท้าก็เดินผ่านหน้าห้องนอนของเราไปยังห้องครัว
แล้วฉันก็ได้ยินเสียงเปิดฝาหม้อและเสียงถ้วยช้อนกระทบกันเบาๆ
แม่รีบลุกขึ้นและเปิดประตูออกไป บ้านหลังนั้นสร้างตามแบบดั้งเดิม โดยมีห้องโถงเรียกว่าเติ๋นอยู่ตรงทางขึ้นบ้าน และมีทางเดินเลียบหน้าห้องนอนไปยังครัว ทำให้ห้องนอนและครัวอยู่ใกล้กันมาก
ทันทีที่แม่เปิดประตูออกไป ห้องครัวกลับมืดสนิท ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่เลย และในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ หากมีใครกระโดดลงจากเรือน ทุกคนจะรู้กันภายในพริบตา
แต่ทั้งหมู่บ้านยังเงียบสงัด ถนนที่ผ่านบ้านเราว่างเปล่า ทุกอย่างดูปกติจนเกินกว่าจะเป็นปกติ
เสียงหายใจแรงๆ ยังคงดังอยู่ในหู เช่นเดียวกับเสียงฝีเท้าที่เดินผ่านห้องนอนของเราไป
วันต่อมา พ่อบอกระหว่างวงข้าวว่า อาจเป็นผีเร่ร่อนที่หิวโหย หากพวกเขามาดีก็ปล่อยไป แต่ถ้ารบกวนมากเกินไปก็ต้องจัดการ แล้วค่อยอุทิศส่วนกุศลให้
หลังจากนั้น พ่อก็ทำข้าวสารเสกหว่านรอบชายคาบ้าน และเสียงฝีเท้าก็หายไปตั้งแต่บัดนั้น แต่พี่สาวและฉันกลับได้พบกับประสบการณ์ใหม่
ในคืนเดือนแจ้งที่สว่างไสว พี่สาวกลับมาเยี่ยมบ้าน (ตอนนั้นพี่สาวทำงานในตัวเมืองเชียงใหม่ และนานๆ ครั้งจะกลับมาเยี่ยมพ่อแม่) พ่อแม่จึงให้พี่สาวนอนในห้องเล็กอีกห้อง และให้ฉันไปนอนด้วยในช่วงที่พี่อยู่
ตอนนั้นเป็นเวลาดึกมาก ฉันสะดุ้งตื่นและมองหาพี่สาวทันที แต่ไม่เห็นเธอนอนอยู่บนฟูก
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงประตูห้องนอนพ่อแม่เปิดออก แสงไฟฉายวาบขึ้น เรื่องที่แม่เล่าต่อมาคือ ได้ยินเสียงคนเดินลงเรือน จึงคิดว่าเป็นผีตัวนั้นอีก เลยบอกให้พ่อออกมาดู
พ่อ : พ่อออกมาเจอเธอ (ชื่อพี่สาว) กำลังละเมอเดินลงบันไดบ้าน และไปยืนหลับตาอยู่กลางลาน
พี่สาว : ฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองละเมอได้ขนาดนั้น มันเหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น รู้สึกแปลกๆ
ฉัน : ก่อนจะสะดุ้งตื่น...ฉันฝันว่ามีคนมาร้องเรียกพี่สาวที่หน้าบ้าน
ในคืนเดือนหงายที่แสงจันทร์สว่างไสวไปทั่ว ฉันเห็นชายร่างกำยำคนหนึ่งยืนอยู่กลางลานนอกชายคา กำลังโบกมือเรียกพี่สาว
แล้วฉันก็เห็นพี่สาวค่อยๆ ลุกขึ้น เธอสวมชุดนอนบางๆ แบบชุดกระโปรง เดินลงบันไดโดยไม่ใส่รองเท้า มุ่งหน้าไปหาชายคนนั้น
ตอนนั้นเองที่ฉันสะดุ้งตื่น และได้ยินเสียงพ่อเปิดไฟฉายออกจากห้อง เพื่อพบว่าพี่สาวหายออกจากห้องไปจริงๆ
ภาพนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้ เหตุการณ์ในฝันที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริง พี่สาวยืนยันว่าเธอไม่เคยละเมอเดินมาก่อน และไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
พ่อบอกแม่ว่า ดูเหมือนจะต้องจัดการขับไล่ให้จริงจังเสียที และหลังจากนั้นก็มีการทำพิธีขับไล่และส่งวิญญาณอีกครั้ง
เรื่องนี้เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่ครอบครัวของเราได้พบเจอร่วมกัน มันอาจเป็นเพียงความฝัน เพราะฉันฝันไปจริงๆ หรืออาจเป็นเพียงการรับรู้ร่วมกัน หากไม่เชื่อเรื่องผี ก็อาจคิดไปได้ว่าเป็นเรื่องอื่น
สำหรับเราแล้ว เราจะรู้ได้เมื่อประสบเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง ว่าอะไรคือสิ่งที่ *จริง* ในความรู้สึกของเรา แน่นอนว่าทุกคนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน แต่สำหรับฉัน สิ่งที่มองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี และโลกลึกลับเหล่านั้น บางครั้งก็เผยตัวออกมาอย่างเงียบๆ จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา
ฉันเชื่อในสิ่งที่ฉันเห็นว่า ผีอยู่ร่วมกับมนุษย์เราตลอดมา พวกเขามีอยู่ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแต่ ดวงตาของพวกเขาและเราอาจมองไม่เห็นกัน และหูของพวกเขากับหูของเรา อาจไม่ได้ยินเสียงเดียวกัน...
ไว้ฉันจะเล่าเรื่องผีตัวอื่นๆ ที่ครอบครัวเราเคยเจอให้ฟังอีก มีผีที่ไม่มีใบหน้าเลยด้วย ฉันเห็นมันในสภาวะที่清醒มากๆ
