ช้างมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในราชสำนักไทยที่ได้ให้ความสำคัญกับช้างอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ช้างเผือก ซึ่งถือเป็นช้างที่หายากในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ความเชื่อเกี่ยวกับช้างเผือกได้รับอิทธิพลจากอินเดียตั้งแต่สมัยโบราณ โดยช้างเผือกถือเป็นสัตว์มงคลที่มีลักษณะพิเศษ ถือว่าเป็นสิริมงคลต่อเจ้าของ หากบ้านเมืองใดมีช้างเผือก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งพระมหากษัตริย์หรือเจ้าผู้ครองเมืองที่ทรงมีพระบุญญาธิการและพระบรมเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่

ช้างเผือกยังถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์สำคัญของสิ่งมงคลที่ประดับคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของสัปตรัตนะ หรือ แก้ว 7 ประการ ที่ถือเป็นเครื่องหมายแห่งพระจักรพรรดิ ซึ่งประกอบด้วย จักรแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ม้าแก้ว และช้างแก้ว 2 โดยช้างแก้วในที่นี้หมายถึงช้างมงคลหรือช้างเผือกนั่นเอง

คำว่า “คชาภรณ์” หมายถึง “เครื่องประดับช้าง” โดยคำว่า คชาภรณ์ มาจากคำว่า คช (คะ-ชะ) ที่แปลว่า ช้าง และคำว่า อาภรณ์ ซึ่งแปลว่า เครื่องประดับ เครื่องคชาภรณ์เป็นชุดเครื่องแต่งกายสำหรับช้างเผือกที่พระมหากษัตริย์พระราชทานในวันสมโภชขึ้นระวาง ถือเป็นเครื่องยศสำหรับช้างในพระราชวัง ประกอบด้วย ผ้าปกกระพอง พู่หู ทามคอ พานหน้า พานหลัง สำอาง พนาศ เสมาคชาภรณ์ และเครื่องยศต่าง ๆ โดยเครื่องคชาภรณ์จะมีลำดับชั้นตามยศของช้างต้นและความเหมาะสมในการใช้งาน
ที่มาของการประดับเครื่องคชาภรณ์ในราชสำนักไทย
ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเริ่มต้นการสร้างและประดับเครื่องคชาภรณ์แก่ช้างสำคัญหรือช้างต้นในราชสำนักไทย แต่สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย โดยมีการนำคติความเชื่อเกี่ยวกับช้างเผือกตามตำราคชศาสตร์ที่ยกย่องช้างมงคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยพบหลักฐานการสร้างเครื่องคชาภรณ์ประดับช้างในศิลปะอินเดียโบราณ
การประดับเครื่องคชาภรณ์แก่ช้างสำคัญในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงน่าจะได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียผ่านคติความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะการถวายช้างที่ตกแต่งด้วยเสื้อเกราะและเครื่องประดับ ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์จะพระราชทานเครื่องคชาภรณ์แก่ช้างสำคัญในวันสมโภชขึ้นระวาง โดยเครื่องคชาภรณ์จะมีความแตกต่างตามลำดับชั้นยศของช้างต้น
1. ช้างเผือกหรือช้างพระที่นั่งจะได้รับพระราชทานเครื่องกุดั่นเป็นชุดเครื่องแต่งกาย ประกอบด้วยตาข่ายทำจากลูกปัดแก้วเจียระไนประดับตุ้งติ้งทองคำ หรือแก้วผสมทอง
2. ช้างต้นหรือช้างของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นช้างพระที่นั่งจะได้รับเครื่องถมปัด ซึ่งตาข่ายทำจากโลหะทองแดงและตกแต่งด้วยน้ำยาผสมลูกปัดสีเพื่อให้เกิดสีสันและลวดลายต่าง ๆ
3. ช้างดั้งหรือช้างศึกจะได้รับพระราชทานเครื่องลูกพลู ซึ่งตาข่ายทำจากผ้าปักดิ้นทองฉลุลวดลายพร้อมพู่ห้อยตามส่วนต่าง ๆ เช่น พู่ห้อยที่ตาข่ายข้างตะเกียบหู ขอบชายของพนาศ และข้างซองหาง โดยทั้งสามประเภทมีเครื่องประดับเหมือนกัน แต่ต่างกันที่วัสดุและรูปแบบ รวมถึงระดับมูลค่าตามยศที่ได้รับพระราชทาน

ในปี พ.ศ. 2501 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้รับพระราชทานช้างเผือกที่มีคชลักษณะพิเศษ จากนายแปลก ราษฎรจากจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีลักษณะสีผิวคล้ายดอกโกมุท หรือบัวสายแดง และได้รับการน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นช้างเผือกที่มีความมงคล
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานเครื่องคชาภรณ์ในพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางที่โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต และพระราชทานนามช้างเผือกว่า “พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาต สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทร บพิตรสารศักดิ์เลิศฟ้า” โดยพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ถือเป็นช้างเผือกคู่พระบารมีในรัชกาลที่ 9
เครื่องคชาภรณ์พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ได้รับการสร้างและพระราชทานทั้งหมด 2 ชุด ชุดแรกได้พระราชทานในปี พ.ศ. 2502 ในพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง เมื่อพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ยังเป็นลูกช้าง ต่อมาเมื่อช้างโตขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานเครื่องคชาภรณ์ชุดที่สองในปี พ.ศ. 2549 เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดร่างกายของช้างเผือก

1. ผ้าปกกระพองทำจากผ้าเยียรบับลายทองพื้นแดง ตัดเย็บให้เป็นรูปทรงคล้ายกลีบบัว มีชายขอบผ้าเป็นริ้วลายทองและดิ้นเลื่อม ซึ่งฐานของกลีบบัวเชื่อมต่อกับตาข่ายแก้วกุดั่น 2. ตาข่ายแก้วกุดั่นทำจากลูกปัดแก้วเพชรรัสเซียเจียระไน ร้อยด้วยทองคำถักเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว เรียกกันว่าอุบะหน้าช้าง และประดับด้วยดอกลายประจำยามทองคำประดับพลอยสีต่าง ๆ
5. จงกลพู่ทำด้วยทองคำบุดุนลงยาสีเขียวและสีแดง รูปทรงคล้ายดอกบัวคว่ำที่ปลายกลีบดอกบานออกเล็กน้อย 6. เสมาคชาภรณ์เป็นจี้รูปใบเสมาทำจากทองคำลงยา ประดับพระราชลัญจกร พระมหามงกุฎ และพญานาคสองตัว ส่วน 7. สร้อยคอทำจากทองคำเป็นรูปห่วงเกลียว ยาวประมาณ 285 ซ.ม.
8. ตาบ หรือ ตาบทิศ เป็นเครื่องประดับที่ถูกติดตั้งทั้งด้านหน้าพานและด้านหลังพาน โดยทำจากทองคำบุดุนที่มีการฉลุลายดอกไม้ประจำยาม พร้อมประดับด้วยพลอยสีเขียว สีแดง และสีขาว รูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส สำหรับติดตั้งที่บริเวณใกล้ไหล่ทั้งสองข้างบนพานหน้า และที่ใกล้ตะโพกทั้งสองข้างบนพานหลัง รวมทั้งสิ้น 4 ดอก
9. วลัยงา หรือ สนับงา เป็นเครื่องประดับที่ทำจากงา ใช้สวมที่งาทั้งสองข้าง โดยแต่ละข้างจะมี 3 วง รวมทั้งหมด 6 วง โดยทำจากทองคำบุดุนประดับพลอยในสีเขียว สีแดง และสีขาว
10. สำอาง เป็นเครื่องประดับที่คล้องอยู่ที่ส่วนท้ายของช้าง ใต้โคนหาง เพื่อใช้ยึดกับพานหลัง ทำจากทองเหลืองที่ชุบทอง พร้อมลวดลายที่พิมพ์แกะลงบนส่วนที่มีรูปขอ
11. ทามคอ พานหน้า พานหลัง ทำจากผ้าถักแบบสายพาน ซึ่งถูกหุ้มด้วยผ้าตาดทอง มีห่วงโลหะชุบทองเป็นตัวเชื่อมต่อผูกด้วยเชือกที่หุ้มด้วยผ้าตาดทองทุกเส้น
12. พนาศ เป็นผ้าคลุมที่ใช้บนหลังช้าง ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำจากผ้าเยียรบับที่ท้องผ้ามีลายทองพื้นเหลือง ตามสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยรอบขอบผ้าเป็นผ้าตาดทองพื้นแดง ขอบชายผ้าชั้นนอกขลิบด้วยดิ้นทอง ตรงกลางท้องผ้าเป็นกระเป๋าผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม ขลิบริมด้วยดิ้นทองทั้ง 4 ด้าน ส่วนตรงกลางของกระเป๋าปักลายพระราชลัญจกรพระมหามงกุฎอุณาโลมด้วยไหมสีเหลือง ที่คันชีพทั้งสองข้างติดดุมที่ทำจากแก้วเจียระไนและสายคล้องดุมทำจากทองคำ ขอบชายผ้าผ่านคันชีพจะมีผ้าระบายซ้อน 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นขลิบด้วยดิ้นทองตกแต่งด้วยตุ้งติ้ง
เครื่องคชาภรณ์ชุดนี้ถือเป็นเครื่องยศคชาภรณ์ช้างต้นที่มีความงดงามมาก โดยส่วนที่ทำจากทองคำมีน้ำหนักประมาณ 6 กิโลกรัม เหมาะสมกับร่างกายที่แข็งแรงและใหญ่โตของพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ซึ่งเป็นช้างเผือกคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่ง นับเป็นช้างต้นที่ได้รับเครื่องคชาภรณ์ชุดที่ 2 ในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งถือเป็นช้างแรกที่ได้รับพระราชทานช้างเผือกคู่พระบารมี ภายหลังจากพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ล้มลงเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553 ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำเครื่องคชาภรณ์ชุดนี้ส่งมอบให้สำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2556 เพื่อเก็บรักษาและเตรียมนำออกจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมต่อไป
ดังนั้น เครื่องคชาภรณ์พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ชุดนี้ จึงเป็นทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งควรได้รับการรักษาและสืบทอดเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้ยาวนานต่อไป
ข้อมูลและภาพประกอบจาก ศาลาเครื่องราชอิสริยยศ
