หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ประสูติในวันอาทิตย์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2442 ที่บ้านม่วงไข่ ตำบลพรรณา อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านเป็นบุตรคนที่ 5 ของเจ้าไชยกุมาร (เม้า) ผู้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพรรณานิคม และมารดาชื่อ นางนุ้ย เมื่อเป็นเด็กท่านมีความประพฤติเรียบร้อย มีนิสัยอารีย์ ขยันและอดทนในการช่วยเหลือครอบครัวโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ
เมื่อท่านอายุครบ 20 ปี ท่านได้อุปสมบทที่วัดสิทธิบังคม ตำบลไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีพระครูป้องเป็นอุปัชฌาย์ และท่านได้ศึกษาการเจริญกรรมฐานในพรรษาแรก หลังจากนั้นได้เดินทางไปธุดงค์ที่วัดโพนทองซึ่งมีพระครูสกลสมณกิจเป็นเจ้าอาวาสและวิปัสสนาจารย์ ท่านได้ออกธุดงค์เผยแผ่ธรรมะจนเป็นที่เคารพศรัทธาของญาติโยมและได้รับการยกย่องเป็น "อริยสงฆ์"

ท่านมีความเมตตาในการสร้างคนให้ดีและมีศีลธรรม ท่านได้ช่วยเหลือผู้ที่ประพฤติไม่ดีให้กลับตัวกลับใจ รวมถึงผู้ติดยาเสพติดให้หันกลับมาทำความดี เมตตาบารมีของท่านมีความกว้างขวางและไม่มีที่สิ้นสุด ปีแล้วปีเล่าผู้คนเดินทางไปนมัสการท่านเพิ่มขึ้นจนไม่สามารถหยุดยั้งได้ จนถึงจุดที่ศิษย์และแพทย์ขอให้ท่านลดการพบผู้คนเพื่อให้ท่านได้พักผ่อนบ้าง แต่ท่านก็ยังคงยึดมั่นในการช่วยเหลือผู้คนต่อไป

การบำเพ็ญบารมีธรรมของหลวงปู่ฝั้นมีส่วนสำคัญที่ทำให้ท่านเกิดอาพาธอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2519 ท่านต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสกลนคร แต่ไม่ได้รับการดีขึ้น จึงต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ในกรุงเทพฯ โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หลังจากที่อาการของท่านไม่ดีขึ้น ท่านได้ขอกลับไปพักที่วัด โดยมีการสร้างกุฏิใหม่ให้ท่านพักอยู่ แต่ในที่สุดอาการของท่านทรุดลงอย่างรุนแรงจนถึงวันที่ 4 มกราคม 2520 ท่านได้ละสังขารไปอย่างสงบในเวลา 19.50 น.
ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ฝั้นแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว สานุศิษย์และญาติโยมต่างหลั่งไหลกันมาคารวะศพของท่านด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจ หลายท่านถึงกับน้ำตาไหลไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนั้นได้อย่างครบถ้วน ณ ตอนนี้ พระภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าท่านหนึ่ง "พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร" ผู้บำเพ็ญเพียรและเข้าใจพระธรรมได้อย่างลึกซึ้ง ได้ละสังขารไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือร่องรอยของเมตตาธรรมที่ท่านทิ้งไว้ในความทรงจำของทุกคน

ที่วัดป่าอุดมสมพร ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานสำคัญของท่าน เมื่อท่านละสังขารไป ท่านมีอายุรวม 78 ปี 58 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้เสด็จไปทรงสรงน้ำศพและพระราชทานหีบทองสำหรับประกอบศพ จนกระทั่งวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2521 ท่านได้เสด็จพระราชทานเพลิงศพในวันที่นั้น ภายในบริเวณที่พระราชทานเพลิงศพ ได้มีการสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์ฝั้น สูง 27.9 เมตร ด้วยรูปแบบเจดีย์ปลายแหลมฐานกลมที่ประดับด้วยกลีบบัวสามชั้น พร้อมภาพของพระอาจารย์ต่างๆ และรูปปั้นของท่านถือไม้เท้าขนาดจริงภายในเจดีย์นั้น

พระราชปุจฉา กับ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าอุดมสมพร ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
พระราชปุจฉา : จะทำอย่างไรให้ประเทศชาติและประชาชนมีความอยู่ดี กินดี และมีความสามัคคีปรองดองกัน
หลวงปู่ฝั้น : ให้หันไปสนใจพระศาสนา เพราะพระศาสนาสอนให้ละชั่ว ทำดี และทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
พระราชปุจฉา : ทำอย่างไรคนส่วนมากที่ทำดีจะไม่เดือดร้อนจากคนส่วนน้อยที่ทำชั่ว และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
หลวงปู่ฝั้น : ขอถวายพระพร ทุกวันนี้คนจำนวนมากไม่เข้าใจพระศาสนา จึงเกิดการเบียดเบียนกัน ถ้าคนเรานึกถึงความสุขของตนเองและคนอื่นแล้ว ก็จะไม่เบียดเบียนกัน เพราะทุกคนล้วนต้องการความเจริญ เมื่อเข้าใจพระศาสนาแล้ว ทุกสิ่งก็จะสงบสุขได้ บ้านเมืองก็จะไม่เดือดร้อน ถ้าทุกคนถือว่ากันและกันเป็นบิดามารดา พี่น้อง ทุกคนจะมีความสุข สามารถไปมาหาสู่กันได้ เพราะเมื่อใจปราศจากเวรกรรม ความสงบก็เกิดขึ้น
ข้อมูลโดย ว.วชิรเมธี (W.Vajiramedhi)'s Notes
เรื่องปาฏิหารย์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ พระอาจารย์ฝั้นมีความสามารถในการหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับลูกศิษย์และชาวบ้านในจังหวัดอุบลราชธานี ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ในขณะที่ทหารญี่ปุ่นอยู่ในเมืองอุบลฯ เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตรก็จะมาทิ้งระเบิดบ่อยครั้ง พระอาจารย์ฝั้นจะบอกล่วงหน้าก่อนอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง เช่น ในตอนเย็น ขณะที่พระเณรกำลังจัดน้ำถวาย ท่านจะบอกให้เตรียมตัวหลบภัย เพราะเครื่องบินจะมาทิ้งระเบิด เมื่อถึงเวลาจริง ๆ เครื่องบินก็มาอย่างที่ท่านบอกไว้ และบางครั้งท่านบอกให้รีบทำการต่าง ๆ ให้เสร็จแล้วหลบภัย ซึ่งเมื่อถึงเวลาจริง ทุกคนก็รีบหลบภัยตามคำสั่งของท่าน ท่านยังให้ภาวนา "พุทโธ พุทโธ" เพื่อความสงบจิตใจของทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในระหว่างที่ต้องหลบภัย
คำสอนของหลวงปู่ฝั้น
"ในชีวิตนี้ทุกคนจะต้องพบกับการต่อสู้ครั้งใหญ่ ซึ่งคือการต่อสู้กับมัจจุราช ที่จะมาถึงในสักวันหนึ่ง เมื่อถึงเวลานั้นแต่ละคนจะต้องต่อสู้เพื่อปกป้องตนเอง และต้องทำเพียงลำพัง ผู้ที่สามารถต่อสู้ได้อย่างดีจะไปสู่สุคติ ส่วนผู้ที่ล้มเหลวก็จะไปสู่ทุคติ สิ่งเดียวที่จะใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้คือ 'สติ' ซึ่งจะฝึกฝนได้จากการเจริญภาวนาเพียงเท่านั้น"
"บุญกุศลที่เราทำไม่ใช่สิ่งที่ห่างไกลตัวเรา มันคือทานบารมี ศีลบารมี และภาวนาบารมี ทานคือการสละหรือการวางสิ่งต่างๆ เมื่อเราสละได้มากก็จะได้รับผลดีมาก ผู้ที่สละได้น้อยก็จะได้รับผลดีน้อย การตระหนี่และความโลภนั้นคือสิ่งที่ต้องสละออกไป เมื่อเราให้ทาน เราก็จะมีบารมีและไม่ต้องกลัวทุกข์ในชีวิต เพราะสิ่งที่เราได้ทำไว้จะคุ้มครองเราเอง ทานจึงเป็นเหมือนสะเบียงที่จะทำให้เราเดินทางไกลได้โดยไม่ต้องกลัวอดอยาก"
