บทสวดมนต์ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกฉบับนี้ได้มาจากต้นฉบับเก่าแก่ที่จารึกบนใบลานด้วยอักษรขอม ซึ่งถูกค้นพบในเมืองสวรรคโลกและมีการบันทึกไว้
"ผู้ใดที่สวดมนต์เป็นประจำในทุกเช้าเย็นจะได้รับการป้องกันจากภัยอันตรายทั้งหลาย ภาวนาพระคาถาอื่นมากมายกว่าร้อยปี แต่จะไม่เท่ากับผลบุญที่ได้จากการสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกเพียงครั้งเดียว ผู้ใดสวดครบเจ็ดวันหรือครบอายุปัจจุบันของตน จะได้รับโชคลาภ การค้ารุ่งเรืองและปราศจากอุปสรรคทั้งปวง"
ก่อนเริ่มบทสวดมนต์ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก ควรคุกเข่าพนมมือ ตั้งจิตบูชาพระรัตนตรัย ทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ขอให้มีจิตมั่นในการสวดและตั้งใจจริง พร้อมทั้งขออธิษฐานให้เทพยดาอารักษ์ร่วมอนุโมทนา อย่าสวดด้วยความประมาทเพื่อหลีกเลี่ยงโทษที่อาจเกิดขึ้น
บทสวดมนต์ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกการบูชาพระรัตนตรัย
โย โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อิเมหิ สักกาเรหิ ตัง ภะคะวันตัง อะภิปูชะยามิ
การนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ
1. พุทธคุณ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ สัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ
2. ธรรมคุณ สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตังเวทิตัพโพ วิญญูหิติ
3. สังฆคุณ สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทังจัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ
บทสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกมีดังนี้
1. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา สุคะโต วัจจะโส ภะคะวา
อิติปิ โส ภะคะวา โลกะวิทู วัจจะโส ภะคะวา
2. อะระหัง ตัง สะระณัง คัจฉามิ
อะระหัง ตัง สิระสา นะมามิ สัมมาสัมพุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
สัมมาสัมพุทธัง สิระสา นะมามิ วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสา นะมามิ สุคะตัง สะระณัง คัจฉามิ
สุคะตัง สิระสา นะมามิ โลกะวิทัง สะระณัง คัจฉามิ
โลกะวิทัง สิระสา นะมามิ
3. อิติปิ โส ภะคะวา อะนุตตะโร วัจจะโส ภะคะวา
ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ปุริสะธัมมะสาระถิ วัจนะของท่านพระผู้มีพระภาคทรงกล่าวไว้อย่างนี้
ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ท่านพระอาจารย์คือ สัตถา สัตว์ทั้งหลาย รวมถึงเทวดาและมนุษย์ วัจนะของท่านพระผู้มีพระภาคทรงกล่าวไว้อย่างนี้
ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ท่านพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้อย่างนี้
4. ข้าพเจ้าขอเดินทางไปยังอารามอันไร้เทียมทาน ขอโค้งคำนับด้วยใจศรัทธาแก่พระปุริสะธัมมะสาระถิ ข้าพเจ้าขอเดินทางไปยังอารามที่ปราศจากคู่แข่ง ขอโค้งคำนับด้วยใจศรัทธาแก่พระสัตถา รวมถึงเทวดาและมนุษย์ ขอโค้งคำนับด้วยใจศรัทธาแก่พระพุทธเจ้า
5. ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า รูปขันธ์ที่เป็นอนิจจังและมีลักษณะที่ปรากฏในธรรมชาติได้แก่ สัมปันโน
ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เวทะนาขันธ์ อันเป็นสิ่งไม่เที่ยง และมีลักษณะตามหลักของปารมี สัมปันโน
ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า สัญญาขันธ์ อันเป็นสิ่งไม่เที่ยง และมีลักษณะตามหลักของปารมี สัมปันโน
ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า สังขาระขันธ์ อันเป็นสิ่งไม่เที่ยง และมีลักษณะตามหลักของปารมี สัมปันโน
ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า วิญญาณะขันธ์ อันเป็นสิ่งไม่เที่ยง และมีลักษณะตามหลักของปารมี สัมปันโน
6. ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ปะถะวีจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า เตโชจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า วาโยจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า อาโปจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า อากาสะจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
7. ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ยามาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ตุสิตาธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า นิมมานะระติธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า กามาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
8. ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า รูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ปะฐะมะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ทุติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ตะติยะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า จะตุตถะฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า ปัญจะมาฌานะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
9. ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า อากาสานัญจายะตะนะเนวะสัญญานา สัญญายะตะนะอะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า วิญญาณัญจายะตะนะ เนวะสัญญานา สัญญายะตะนะอะรูปาวะ จะระธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า อากิญจัญญายะตะนะ เนวะสัญญานา สัญญายะตะนะ อะรูปาวะ จะระธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
10. ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า โสตาปะฏิมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า สะกิทาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า อะนาคาปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า อะระหัตตะปะฏิมัคคะ ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน
11. ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า โสตาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า สะกิทาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน ท่านพระผู้มีพระภาคทรงตรัสว่า อะนาคาอะระหัตตะ ปะฏิผะละธาตุ สัมมาทิยานะ สัมปันโน
12. กุสะลา ธัมมา ท่านทรงตรัสว่า อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ชมภูทีปัญจะอิสสะโร กุสะลา ธัมมา นะโม พุทธายะ นะโม ธัมมายะ นะโม สังฆายะ ปัญจะ พุทธา นะมามิหัง อา ปา มะ จุ ปะ ที มะ สัง อัง ขุ สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ อุ ปะ สะ ชะ สุ เห ปา สา ยะ โส โส สะ สะ อะ อะ อะ อะ นิ เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ ภุ พะ อิ สวา สุ สุ สวา อิ กุสะลา ธัมมา จิตติวิอัตถิ
13. อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง อะ อา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ สา โพธิ ปัญจะ อิสาะโร ธัมมา
14. กุสะลา ธัมมา นันทะวิวังโก อิติ สัมมาพุทโธ สุ คะ ลา โน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ จาตุมะหาราชิกา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน อุ อุ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตาวะติงสา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นันทะ ปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ยามา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา พรหมมาสัททะ ปัญจะ สัตตะ สัตตาปาระมี อะนุตตะโร ยะมะกะขะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
15. ตุสิตา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา ปุ ยะ ปะ กะ ปุริสะทัมมะสาระถิ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
16. นิมมานะระติ อิสสะโร กุสะลา ธัมมา เหตุโปวะ สัตถา เทวะมะนุสสานัง ตะถา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
17. ปะระนิมมิตะ อิสสะโร กุสะลา ธัมมา สังขาระขันโธ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ พุทธะปะผะ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
18. พรหมมา อิสสะโร กุสะลา ธัมมา นัจจิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ พุทธิลา โลกะลา กะระกะนา เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ
19. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ อัตติ อัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
20. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พรหมะสาวัง มะหาพรหมะสาวัง จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง สัปปุริสาวัง มะหาสัปปุริสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิวิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ
21. สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ถานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จะตุวีสะติเสนัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหนตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ
22. นะโม พุทธัสสะ นะโม ธัมมัสสะ นะโม สังฆัสสะ ทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดล้วนเป็นขันธ์ นะโม อิติปิโส ภะคะวา
23. นะโม พุทธัสสะ ทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดล้วนเป็นขันธ์ นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
24. นะโม ธัมมัสสะ ทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดล้วนเป็นขันธ์ นะโม สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
25. นะโม ธัมมัสสะ ทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดล้วนเป็นขันธ์ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
26. นะโม สังฆัสสะ ทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดล้วนเป็นขันธ์ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง
27. นะโม พุทธายะ มะอะอุ ทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน ยาวจนกระทั่งถึงท่ามกลางแห่งความทุกข์ นะโม อุอะมะ ทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน อุ อะมะ อาวันทา นะโม พุทธายะ นะ อะ กะ ติ นิ สะ ระ นะ อา ระ ปะ ขุ ธัง มะ อะ อุ ทุกข์เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตน
--------------------------------------------------------------------------------
คำแปลพระคาถายอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก
1. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงห่างไกลจากกิเลส ทรงตรัสรู้ด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง พระองค์ทรงมีความรู้ครบถ้วน และประพฤติอย่างสมบูรณ์ พระองค์ทรงไปในทางที่ดีแล้ว และทรงรู้แจ้งโลก
2. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่แท้จริงในการดับภัย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงตรัสรู้ด้วยตนเองว่าเป็นที่พึ่งในการดับภัย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้มีความรู้และความประพฤติที่สมบูรณ์ว่าเป็นที่พึ่งในการดับภัย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงเสด็จไปในทางที่ดีว่าเป็นที่พึ่งในการดับภัย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงรู้แจ้งโลกว่าเป็นที่พึ่งในการดับภัย ด้วยเศียรเกล้า
3. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุด เป็นผู้ฝึกสอนทางไปสู่ความดี พระองค์ทรงเป็นอาจารย์สอนทั้งเทวดาและมนุษย์ พระองค์ทรงตื่นจากกิเลสแล้ว
4. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ยอดเยี่ยมว่าเป็นที่พึ่งที่สามารถช่วยกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษว่าเป็นที่พึ่งที่ช่วยกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ตื่นจากกิเลสว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ด้วยเศียรเกล้า
5. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น รูปขันธ์เป็นสิ่งไม่เที่ยง แต่พระบารมีของพระองค์นั้นถึงพร้อมแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เวทนาขันธ์เป็นสิ่งไม่เที่ยง แต่พระบารมีถึงพร้อม พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สัญญาขันธ์เป็นสิ่งไม่เที่ยง แต่พระบารมีถึงพร้อม พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สังขารขันธ์เป็นสิ่งไม่เที่ยง แต่พระบารมีถึงพร้อม พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น วิญญาณขันธ์เป็นสิ่งไม่เที่ยง แต่พระบารมีถึงพร้อม
6. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงเต็มเปี่ยมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ ดินจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงเต็มเปี่ยมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ ไฟจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงเต็มเปี่ยมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ ลมจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงเต็มเปี่ยมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ น้ำจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงเต็มเปี่ยมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ อากาศจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและดาวดึงส์
7. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ สวรรค์ชั้นยามา พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ สวรรค์ชั้นดุสิต พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ สวรรค์ชั้นนิมมานรดี พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ กามาวจรภูมิ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ รูปาวจรภูมิ
8. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ ปฐมญาน พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ ทุติยญาน พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ ตติยญาน พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ จตุตถญาน พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ ปัญจมญาน
9. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุในอรูปาวจรภูมิ ได้แก่ อากาสานัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุในอรูปาวจรภูมิ ได้แก่ วิญญาณัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุในอรูปาวจรภูมิ ได้แก่ อากิญจัญญายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ
10. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ พระโสดาปัตติมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ พระสกิทาคามิมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ พระอนาคามิมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ พระอรหัตตมรรค
11. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ พระโสดาปัตติผล และ พระอรหัตตผล พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ พระสกิทาคามิผล และ พระอรหัตตผล พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ ได้แก่ พระอนาคามิผล และ พระอรหัตตผล
12. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นอิสสระแห่งชมภูทวีป ธรรมะฝ่ายกุศล ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ด้วยหัวใจพระวินัยปิฎก ด้วยหัวใจพระสุตตันตปิฎก ด้วยหัวใจพระอภิธรรมปิฎก ด้วยมนต์คาถา ด้วยหัวใจมรรคสี่ ผลสี่ และ นิพพานหนึ่ง ด้วยหัวใจพระเจ้าสิบชาติทรงแสดงการบำเพ็ญบารมีสิบ ด้วยหัวใจพระพุทธคุณเก้า ด้วยหัวใจพระไตรรัตนคุณ ธรรมะฝ่ายกุศลมีนัยอันวิจิตรพิสดาร
13. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงไกลจากกิเลส ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตลอดชีวิต
14. ธรรมะฝ่ายกุศลของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตลอดชีวิต และยังทรงอิสระในเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกา ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตลอดชีวิต และยังทรงอิสระในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ธรรมะฝ่ายกุศล พระพุทธเจ้าเป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตลอดชีวิต และยังทรงอิสระในสวรรค์ชั้นยามา ธรรมะฝ่ายกุศล ด้วยศรัทธาต่อพระพรหมและพระบารมีอันยอดเยี่ยมของพระโพธิสัตว์ทั้งห้า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตลอดชีวิต
15. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตลอดชีวิต และยังทรงอิสระในสวรรค์ชั้นดุสิต
16. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตลอดชีวิต และยังทรงอิสระในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี
17. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้รู้แจ้ง สังขารขันธ์ รูปขันธ์ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นความทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งที่แท้จริงตลอดชีวิต และยังทรงอิสระในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตตวสวัสดี
18. ธรรมะฝ่ายกุศล ข้าพเจ้าขอนอบน้อมถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต และทรงอิสระในสวรรค์ชั้นพรหมโลก ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า ด้วยคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าตลอดไป ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตราบถึงพระนิพพาน
19. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า ด้วยการสวดมนต์พระคาถานี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าตลอดไป
20. ด้วยการสวดพระคาถามหาทิพมนต์นี้ และด้วยการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ข้าพเจ้าขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าตลอดไป
21. ด้วยการสวดพระคาถามหาทิพมนต์นี้ และด้วยการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ข้าพเจ้าขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าตลอดไป
22. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเข้าใจรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ว่าเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และมิใช่ตัวตนของเราแท้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น
23. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ผู้ทรงเข้าถึงรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และมิใช่ตัวตนของเราแท้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
24. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และมิใช่ตัวตนของเราแท้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
25. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และมิใช่ตัวตนของเราแท้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว
26. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง และมิใช่ตัวตนของเราแท้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว
27. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ด้วยคำสอนของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่สอนให้รู้ความไม่เที่ยง ว่าเป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตนของเราแท้จริง ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ด้วยพระธรรมคำสั่งสอน ที่สอนให้รู้ความไม่เที่ยง ว่าเป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตนของเราแท้จริง
