อาการปวดท้องถือเป็นสัญญาณเตือนแรกของหลายโรคที่อาจจะตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคในระบบทางเดินอาหารหรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบอื่น ๆ เช่น โรคทางเดินปัสสาวะ นรีเวช หรือแม้แต่โรคเกี่ยวกับปอดและหัวใจ ดังนั้นการสังเกตอาการและตำแหน่งที่ปวดเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทราบถึงสาเหตุ
Mytour ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องในวัยทำงานมาให้ศึกษา ซึ่งเราจะมาเจาะลึกถึงโรคต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้เกิดอาการนี้ในกลุ่มคนทำงาน
1. อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหาร
อาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน ซึ่งสาเหตุไม่ได้มาจากแค่การทานอาหารเผ็ดหรือทานไม่ตรงเวลาเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันด้วย
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดท้องคือการติดเชื้อจากแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถทนทานต่อสภาพกรดในกระเพาะอาหารได้ ทำให้มันสามารถเจริญเติบโตในกระเพาะและก่อให้เกิดปัญหาได้
วิธีการดูแลตัวเองสำหรับอาการปวดท้องจากกระเพาะอาหารคือการปรับเวลาการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ทานอาหารที่ย่อยง่าย และทานยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารพร้อมกับการพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ

หากอาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง โดยแพทย์จะใช้วิธีการตรวจดังต่อไปนี้
การตรวจด้วยการส่องกล้อง (GI Scope) เป็นเทคโนโลยีการตรวจที่ทันสมัยและแม่นยำที่สุดในปัจจุบัน ใช้ในการหาสาเหตุและการรักษาโรคในระบบทางเดินอาหาร โดยการใช้กล้องส่องเข้าไปในกระเพาะอาหารเพื่อเก็บตัวอย่างไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย
การตรวจด้วยการเป่าลมหายใจ Urea Breath Test (UBT) เป็นวิธีการตรวจเพื่อหาสารที่เชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรสร้างขึ้นในกระเพาะอาหาร ซึ่งสามารถตรวจพบได้จากลมหายใจของผู้ป่วย
คุณรู้หรือไม่?
- โรคกระเพาะอาหารสามารถติดต่อได้จากคนสู่คนผ่านเชื้อ H. Pylori (เอชไพโลไร)
- โรคกระเพาะอาหารอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารจากการติดเชื้อเอช ไพโลไร
- การติดเชื้อเอช ไพโลไรจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ถึง 6-40 เท่า เมื่อเทียบกับคนปกติ
- การติดเชื้อเอช ไพโลไรยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร 2-6 เท่า ของคนทั่วไป
- เชื้อเอช ไพโลไรมักจะติดต่อกันได้ในครอบครัวเดียวกัน โดยเด็กๆ มักติดเชื้อจากสมาชิกในครอบครัว
2. อาการปวดท้องจากกระเพาะปัสสาวะ/มดลูก
อาการปวดท้องในบริเวณ 'ท้องน้อย' เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้หญิง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะหรือปัญหาบางประการที่เกี่ยวข้องกับมดลูก
วิธีการดูแลตัวเองคือการดื่มน้ำให้มากๆ หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะและควรรีบไปห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวด รวมถึงการตรวจสุขภาพช่องคลอดและมดลูกทุกปีเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

3. อาการปวดท้องจากประจำเดือน
อาการปวดท้องในช่วงประจำเดือนเป็นอาการที่พบได้ทั่วไปในผู้หญิง ซึ่งความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไป บางคนสามารถทนได้โดยไม่รู้สึกหนักหนา แต่บางคนอาจรู้สึกปวดท้องน้อยมาก จนลามไปถึงสะโพก หลัง และขา ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียจนไม่สามารถลุกขึ้นไปทำงานได้เลย
วิธีการดูแลตัวเอง : หากอาการปวดไม่มากนัก สามารถหายาแก้ปวดพอนสแตนมาทานแล้วอาการจะดีขึ้น สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่หากอาการปวดรุนแรงและเกิดขึ้นทุกเดือน พร้อมกับการมาของประจำเดือนที่มากกว่าปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

4. อาการปวดท้องจากไส้ติ่งอักเสบ
อาการปวดท้องจากไส้ติ่งอักเสบมักจะเริ่มที่ท้องกลางและลามไปยังด้านขวาของลำตัว ปวดท้องมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรง
วิธีการดูแลตัวเอง : หากสงสัยว่าตนเองมีอาการปวดท้องจากไส้ติ่ง ควรหยุดกิจกรรมทั้งหมดและรีบไปโรงพยาบาลทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการแตกของไส้ติ่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายได้
5. อาการปวดท้องแบบบิดเกร็งและท้องเสีย
อาการปวดท้องที่เกิดจากท้องเสียเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในวัยทำงาน โดยเฉพาะเมื่อทานอาหารจากร้านข้างออฟฟิศที่อาจไม่ได้มาตรฐานทำความสะอาด อาจทำให้ท้องร่วง ปวดบิดในท้อง และอาจมีอาเจียนร่วมด้วย

วิธีดูแลตัวเอง : การซื้อยาฆ่าเชื้อในลำไส้ เกลือแร่ผงผสมน้ำดื่มทีละน้อย และเม็ดคาร์บอนดูดซับสารพิษจะช่วยให้ดีขึ้นได้
หรืออาจลองใช้ยาธาตุน้ำขาว ซึ่งช่วยฆ่าเชื้อในกระเพาะและลำไส้ได้ดี แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ที่มาบางส่วน : โรงพยาบาลเปาโล, memblr.thailand
