หลายคนคุ้นเคยกับการเรียนชีววิทยามัธยมปลายที่บอกว่าโครโมโซมเพศเป็นตัวกำหนดเพศของทารก โดยโครโมโซม XX หมายถึงผู้หญิง ส่วนโครโมโซม XY หมายถึงผู้ชาย แต่บางครั้งโครโมโซมอาจไม่บ่งบอกทุกอย่างได้เสมอไป
ในปัจจุบัน เราทราบแล้วว่าองค์ประกอบที่กำหนดความเป็น “เพศชาย” และ “เพศหญิง” ไม่ได้เป็นเรื่องตรงไปตรงมาเช่นที่เคยคิดไว้ ไม่จำเป็นว่าโครโมโซม XX จะต้องมีลักษณะร่างกายและพฤติกรรมของเพศหญิงเสมอไป หรือโครโมโซม XY ต้องแสดงลักษณะของเพศชายเสมอไป บางครั้งผู้ที่มีโครโมโซม XX อาจมีลักษณะทางกายวิภาคของเพศชาย เช่นเดียวกับคนที่มีโครโมโซม XY อาจมีลักษณะทางกายวิภาคของเพศหญิง

เริ่มแรกในระยะการตั้งครรภ์ เอ็มบริโอจะพัฒนาอวัยวะเพศพื้นฐานคู่หนึ่งที่เรียกว่า โพรโท-โกแนด (proto-gonad) ซึ่งจะพัฒนาเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายหรือเพศหญิงภายหลังการตั้งครรภ์ประมาณหกถึงแปดสัปดาห์ การเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นอยู่กับยีนบนโครโมโซม Y ที่ชื่อว่า SRY ซึ่งจะทำให้โพรโท-โกแนดกลายเป็นอัณฑะ จากนั้นอัณฑะจะหลั่งฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนและฮอร์โมนเพศชายอื่นๆ ส่งผลให้ทารกพัฒนาอวัยวะเพศชาย หากไม่มียีน SRY โพรโท-โกแนดจะกลายเป็นรังไข่และหลั่งฮอร์โมนเอสโทรเจน ทำให้ทารกพัฒนาอวัยวะเพศหญิง เช่น มดลูก และช่องคลอด
อย่างไรก็ตาม การทำงานของยีน SRY อาจไม่เป็นไปตามที่คาดเสมอไป หากยีนนี้หายไปหรือทำงานผิดปกติ อาจทำให้เอ็มบริโอที่มีโครโมโซม XY ไม่สามารถพัฒนาเป็นเพศชายตามที่คาดไว้ และถูกระบุเป็นเด็กผู้หญิง หรือแม้กระทั่งโครโมโซม XX ที่ผิดปกติ อาจทำให้เอ็มบริโอพัฒนาเป็นเพศชายและถูกระบุเป็นเด็กผู้ชายตั้งแต่เกิด
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมสามารถเกิดขึ้นได้โดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยีน SRY อย่างเช่น กลุ่มอาการไม่ตอบสนองต่อแอนโดรเจนอย่างสมบูรณ์หรือซีเอไอเอส (complete androgen insensitivity syndrome: CAIS) ซึ่งในกรณีนี้เซลล์ของเอ็มบริโอที่มีโครโมโซม XY จะตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศชายได้ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของโพรโท-โกแนดไปเป็นอัณฑะ และทารกจะสร้างแอนโดรเจนได้ แต่ไม่มีการพัฒนาอวัยวะเพศชาย ทารกจะมีลักษณะเหมือนผู้หญิง คือมีคลิตอริสและช่องคลอด และส่วนใหญ่จะเติบโตโดยรับรู้ว่าตนเองเป็นหญิง

เพศสภาพเป็นผลรวมจากหลายปัจจัยที่ผสมผสานกัน เช่น โครโมโซม (XX, XY) กายวิภาค (อวัยวะเพศภายในและภายนอก) ฮอร์โมน (ระดับเทสโทสเตอโรนและเอสโทรเจน) จิตวิทยา (อัตลักษณ์ทางเพศที่แต่ละคนกำหนดเอง) และวัฒนธรรม (พฤติกรรมทางเพศที่สังคมกำหนด) และในบางกรณี คนที่เกิดมาพร้อมกับโครโมโซมและอวัยวะเพศของเพศหนึ่ง อาจตระหนักว่าเป็นคนข้ามเพศ ซึ่งหมายความว่าอัตลักษณ์ทางเพศภายในของพวกเขาไม่ตรงกับเพศที่กำหนดให้เกิด หรืออาจไม่ตรงกับเพศใดเลย
จากมุมมองทางชีววิทยา นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า การเป็นคนข้ามเพศอาจมีรากฐานมาจากช่วงการพัฒนาในท้องแม่ “การเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศเกิดขึ้นในช่วงสองเดือนแรกของการตั้งครรภ์” ดิ๊ก สวาบ นักวิจัยจากสถาบันประสาทวิทยาศาสตร์เนเธอร์แลนด์ในกรุงอัมสเตอร์ดัม กล่าวไว้ “ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของสมองเริ่มต้นในช่วงครึ่งหลังของการตั้งครรภ์” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอวัยวะเพศและสมองได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันในช่วงเวลาที่ห่างกันหลายสัปดาห์ เช่น ฮอร์โมน สารอาหาร ยา และสารเคมีอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาเพศในแต่ละบุคคล
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถแยกสมองของ “ชาย” และ “หญิง” ได้อย่างชัดเจน แต่สามารถสังเกตลักษณะบางประการที่อาจแตกต่างกัน เช่น ความหนาแน่นของเนื้อสีเทาในสมอง หรือขนาดของไฮโปทาลามัส ซึ่งแสดงถึงความแตกต่างระหว่างเพศ และมีการศึกษาแสดงว่า คนข้ามเพศมีสมองที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสมองของเพศที่พวกเขาระบุในภายหลังมากกว่าเพศที่เกิดมาพร้อมกับพวกเขา

มีหลายมุมมองเกี่ยวกับการแบ่งเพศเป็นสองประเภท (binary) เราสามารถกล่าวได้ว่าเกือบทุกคน หรือมากกว่าร้อยละ 99 จะระบุเพศของตนเองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง การจัดกลุ่มตามเพศช่วยให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น เช่น การเลือกเสื้อผ้า การเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา และการทำหนังสือเดินทาง แต่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว กำลังตั้งคำถามไม่เพียงแค่เรื่องเพศสภาพที่กำหนดตั้งแต่เกิด แต่ยังรวมถึงการแบ่งเพศเป็นสองประเภทนี้ด้วย
การสำรวจเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับกลุ่มคนยุคสหัสวรรษ (อายุระหว่าง 18 ถึง 34 ปี) จำนวน 1,000 คน พบว่า ครึ่งหนึ่งของพวกเขามองว่า “เพศสภาพเหมือนกับสเปกตรัมหรือแถบสีที่อยู่ระหว่างสองขั้ว และบางคนอาจอยู่นอกกรอบหรือการจำแนกเพศแบบเดิมๆ” โดยในครึ่งหนึ่งนี้มีหลายคนที่มองตัวเองว่าเป็นพวกไม่แบ่งเป็นสองเพศ [nonbinary – ไม่ระบุหรือถูกจำกัดว่าเป็น “ชาย” หรือ “หญิง”] ในปี 2012 องค์กรฮิวแมนไรต์สแคมเปญ (Human Rights Campaign) ได้ทำการสำรวจกลุ่มคนที่เป็นหญิงรักร่วมเพศ ชายรักร่วมเพศ ผู้รักร่วมสองเพศ และคนข้ามเพศ อายุระหว่าง 13 ถึง 17 ปี จำนวน 10,000 คน และพบว่า ร้อยละ 7 ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่าตนเองเป็น “เพศที่เลื่อนไหลไปมา” (genderfluid) “ทั้งสองเพศรวมกัน” (androgynous) หรือใช้คำอื่นๆ ที่อยู่นอกกรอบของเพศชายและเพศหญิง
ที่มา - National Geographic
www.ngthai.com
www.facebook.com/NationalGeographicThailand
