
ด้วยความเป็นชายชาติทหาร เมื่อประเทศชาติเรียกหาความช่วยเหลือ เขาจึงยินดีให้ความช่วยเหลือในทุกวิถีทาง
แรงบันดาลใจคือพลังที่ขับเคลื่อนให้คนเราไปสู่ความสำเร็จ เช่นเดียวกับ “พ.ท.นพ.ณรงค์ฤทธิ์ ติยะธะ” นายแพทย์หนุ่มที่ฝันอยากเป็นหมอตั้งแต่ยังเด็ก จากความประทับใจในอาชีพหมอที่อยู่ใกล้ตัวมาตั้งแต่เด็ก จึงตั้งใจเดินตามเส้นทางนั้น หมอกลาง หรือ พ.ท.นพ.ณรงค์ฤทธิ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อเท้า ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เล่าว่า เขาเติบโตในครอบครัวข้าราชการ มีคุณแม่รับราชการในกระทรวงแรงงาน และคุณพ่อเป็นวิศวกรโยธา เขาคือคนแรกของครอบครัวที่เลือกเรียนแพทย์ เพราะเขาหลงรักอาชีพหมอตั้งแต่เด็ก หลังจากจบโรงเรียนสวนกุหลาบ นนทบุรี เขาจึงสอบเข้าเรียนแพทยศาสตร์ที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า หลังจากนั้นได้เป็นแพทย์ทั่วไปและใช้ทุนที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา ในช่วงนั้นมีการเรียกทหารไปปฏิบัติภารกิจเพื่อมนุษยธรรมที่อิรัก ซึ่งเขาก็ตัดสินใจสมัครไปโดยไม่ลังเล เพราะเชื่อว่า เมื่อชาติเรียกต้องตอบสนอง แม้ว่าอิรักจะเป็นสถานที่อันตราย แต่เขามองว่า เมื่อถึงเวลา คนเราก็ต้องตาย เราจึงควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน
“ผมคิดว่าคนเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เมื่อถึงเวลาจะต้องตายก็ตายอยู่ดี การทำงานในแคมป์อิรักก็ไม่แตกต่างจากการทำงานที่อื่น ผมได้รับหน้าที่ดูแลทหารไทยทั้งในแคมป์และการรักษาทหารอิรักที่มารับการรักษาด้วยในบางช่วงเวลา ซึ่งทำให้จำนวนผู้ป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องจำกัดจำนวนผู้ป่วยเพื่อให้ดูแลได้ทั่วถึง แม้ว่าจะทำงานอยู่ในแคมป์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็มีเหตุการณ์คาร์บอมบ์เกิดขึ้น ในช่วงเวลาสุดท้ายที่เขากลับมา ก่อนที่จะระเบิดมีการยิงปะทะกับผู้ก่อการร้ายที่พยายามจะระเบิดตัวเองในแคมป์ ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ แต่เขาก็รีบออกไปช่วยเหลือชีวิตทหารทันที นั่นทำให้เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตในสงคราม ความยากลำบาก และบทเรียนว่าในชีวิตนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เราควรจะไม่ประมาท” หมอกลางกล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานในแคมป์อิรัก
หลังจากกลับจากอิรัก หมอกลางได้ใช้เวลาทำงานต่อที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล จ.ลพบุรี 2 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอีก 2 ปี ต่อมาเขาได้ไปศึกษาดูงานด้านกระดูกและข้อเท้าที่โรงพยาบาลเฉพาะทาง Foot and Ankle Surgery, Hospital for Special Surgery ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน เขายังคงเป็นศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และยังมีหน้าที่สอนและดูแลผู้ป่วยทั่วประเทศไทยในงานภาคสนาม
ความภาคภูมิใจของนายแพทย์ทหารหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่น เขากล่าวว่า อาชีพแพทย์คืออาชีพที่ได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างสูง เมื่อจบมาไม่นาน ก็ได้รับการยกย่องจากผู้คนในสังคม มีคนยกมือไหว้และให้ความเคารพ เราจึงต้องตอบแทนสังคมและไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง ต้องมีความตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แม้อาชีพนี้จะต้องใช้ความเหนื่อยยาก แต่ความสุขใจที่ได้จากการรักษาผู้ป่วยและเห็นพวกเขาหายดี มีความสุขและยิ้มได้ มันทำให้เขารู้สึกพอใจ และนี่คือแรงบันดาลใจที่ทำให้หมอหนุ่มคนนี้มีพลังในการทำงานเพื่อสังคมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
