คิม - โชติวิทย์ - นิจวรรณ - กฤต
ในยุค 4G ที่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในทุกด้าน ทายาทนักธุรกิจจากหลากหลายสาขากำลังทยอยเข้ามารับไม้ต่อเพื่อบริหารธุรกิจที่รุ่นก่อนๆ สร้างไว้ อย่างไรก็ตาม การรักษาธุรกิจที่มั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย การก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารธุรกิจที่มีรากฐานยิ่งใหญ่จึงถือเป็นบททดสอบที่ท้าทายสำหรับคนรุ่นใหม่

ในวงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “เบียร์ช้าง” ของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” ได้เริ่มส่งไม้ต่อให้กับลูกชายคนโต “คุณหนุ่ม-ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ที่เข้ามาดูแลธุรกิจของบมจ.ไทยเบฟ โดยเขาประกาศปรับลุคของขวดเบียร์ช้างใหม่จากสีน้ำตาลเป็นสีเขียว ทำให้ภาพลักษณ์ดูหรูหราและทันสมัยยิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและทลายสถิติเดิม

ในขณะที่ค่ายสิงห์ ได้มอบธุรกิจสำคัญให้กับลูกชายคนที่ 2 “ต๊อด-ปิติ ภิรมย์ภักดี” ที่รับหน้าที่ดูแลธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของกลุ่มบุญรอด ในฐานะกรรมการบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ด้าน “ปอร์เช่-วาริท อยู่วิทยา” ลูกชายคนโตของเจ้าพ่อเรดบลู “เฉลิม อยู่วิทยา” ก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในธุรกิจสยามไวเนอรี่เต็มตัวอีกด้วย

ในวงการอสังหาริมทรัพย์ ต้องจับตาดู “สรพจน์ เตชะไกรศรี” ซีอีโอ บจม.PACE ผู้ดูแลโครงการมหานคร ที่เติบโตในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการเป็นทายาทของ “ยุพา เตชะไกรศรี” เจ้าของ LPN ดิเวลลอปเม้นท์, “แวว–ธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์ เตชะอุบล” ทายาทของ “ธีรพงษ์-วัลลิยา (สารสิน) ปังศรีวงศ์” ผู้ดูแลธุรกิจเคปพันวา ภูเก็ต และโรงแรม Kantary Hill รวมถึงเซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์หลายแห่ง, “พราวพุธ ลิปตพัลลภ” ลูกสาวของ “สุวัจน์-พลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ” ที่หันมาบริหารงานอสังหาฯในบริษัท พราว เรียลเอสเตท จำกัด, “ลักษมีกานต์ อิงคะกุล อิสสระ” ผู้สานต่อธุรกิจโรงแรมของมิราเคิล กรุ๊ป ของ “คุณพ่ออัศวิน อิงคะกุล” และสุดท้าย “กึ้ง–เฉลิมชัย มหากิจศิริ” ซีอีโอหนุ่มผู้ดูแลกิจการ บจม.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ และขยายอาณาจักรในกลุ่ม พีเอ็ม กรุ๊ป

นอกจากผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เป็นที่รู้จักกันแล้ว ยังมีอีกหลายคนที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในอนาคตเร็วๆ นี้ ซึ่งบรรดาคลื่นลูกใหม่เหล่านี้ไม่เพียงแต่มีแนวคิดที่ทันสมัย แต่ยังเต็มไปด้วยความสามารถในการขยายอาณาจักรของครอบครัวให้เติบโตยิ่งขึ้นตามที่บรรพบุรุษได้วางรากฐานไว้
“คิม จงสถิตย์วัฒนา” ทายาทธุรกิจสำนักพิมพ์ชื่อดัง “นานมีบุ๊คส์” ซึ่งได้รับการคาดหมายให้เป็นผู้สืบทอดต่อจากครอบครัวในธุรกิจสำนักพิมพ์ร้อยล้าน คิมเริ่มทำงานในนานมีบุ๊คส์มา 9 ปีแล้ว โดยครอบครัวตกลงว่าเขาจะเข้าไปดูแลกิจการรองเท้าของคุณพ่อ “พิชิต จงสถิตย์วัฒนา” เจ้าของบริษัท เอ.เอ. ฟุตแวร์ จำกัด ส่วนเจนน้องสาวมาดูแลงานของนานมีบุ๊คส์ แต่สุดท้ายคิมได้เปลี่ยนสายงานมาเป็นผู้บริหารในบริษัทของแม่ “สุวดี จงสถิตย์วัฒนา” ซึ่งทั้งสองมีความเหมือนกันในเรื่องของการทำงานที่เร็วและตรงไปตรงมา ถึงแม้จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียก็ตาม

เมื่อถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดธุรกิจในวงการสิ่งพิมพ์ที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอนาคต คิมกล่าวว่า “มันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา โชคดีที่ได้ซึมซับแนวคิดและอุดมการณ์จากคุณแม่เป็นอย่างดี รวมถึงการปรับตัวจากธุรกิจสำนักพิมพ์มาเป็นผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ เพราะเราเชื่อว่าเป้าหมายของเราคือการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติ”
“กฤต กุลหิรัญ” ทายาทของมาดามรถถัง “นพรัตน์–หิรัญ กุลหิรัญ” เจ้าของบริษัท ชัยเสรีเม็ททอล แอนด์ รับเบอร์ จำกัด ผู้ผลิตชิ้นส่วนยางติดเหล็กให้กับกองทัพไทยและกองทัพในต่างประเทศใน 37 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นผู้ดูแลงานในสายการผลิตรถเกราะและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ กฤตกล่าวว่า “ตั้งแต่เด็กผมถูกสอนให้รู้ว่า ธุรกิจนี้ต้องมีความรู้จริงและทำให้สินค้าของเราเป็นที่พอใจของลูกค้า เพราะลูกค้าของเรามีน้อยราย แต่เมื่อทำสินค้าดีแล้ว จะสามารถรักษาฐานลูกค้าได้”

ความท้าทายที่ผู้บริหารรุ่นใหม่คนนี้ต้องเผชิญหลังจากที่มารับหน้าที่ต่อกิจการของครอบครัว กฤตกล่าวว่า "รุ่นบุกเบิกคือคุณพ่อคุณแม่ ที่เริ่มจากการขายอะไหล่รถและซ่อมรถจนสามารถผลิตรถเกราะได้เอง ตอนนี้พวกเราลูกๆ เข้ามารับช่วงต่อ โดยตั้งใจที่จะสร้างรถแบรนด์ของเราเองให้มีความน่าเชื่อถือและได้รับความนิยมไม่เพียงแต่ในต่างประเทศ แต่เรายังอยากทำรถที่ดีให้คนไทยได้ใช้กันด้วย"
สำหรับผู้บริหารหนุ่มสาวเจน Y วัย 20 กว่า ที่กำลังมีความสำเร็จอย่างมาก นิจวรรณ เชาว์กิตติโสภณ ลูกสาวคนโตของนิรันด์–วรรณี เชาว์กิตติโสภณ ผู้ผลิต “ชามตราไก่” ที่เป็นที่รู้จักใน จ.ลำปาง ก่อนที่จะหันมาทำธุรกิจของตัวเองจนมีมูลค่าหลายร้อยล้าน เช่น บริษัท “บมจ.โฮมพอตเทอรี่” ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ที่ผลิตและจำหน่ายเครื่องเคลือบดินเผา Fine China โดยส่งออกตลาดทั่วโลก สำหรับผู้บริหารสาว วรรณ–นิจวรรณ ได้เข้ามาช่วยงานในบริษัทตั้งแต่เรียนปี 4 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี โดยคุณพ่อได้วางแผนที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์มานานแล้ว และ “วรรณ” ก็ได้เข้ามาช่วยในช่วงที่เตรียมตัวเข้าตลาดฯ 2 ปี
แม้จะมีอายุเพียง 26 ปี แต่ผู้บริหารสาวคนนี้ก็สามารถดูดซับประสบการณ์และพร้อมที่จะเป็นมือขวาของบุพการีได้อย่างดี เธอกล่าวว่า “ในอนาคตเราวางแผนที่จะขยายธุรกิจจากรับจ้างผลิต 100% มาเป็นเจ้าของแบรนด์ของตัวเอง โดยตอนนี้เรามีแบรนด์ที่ชื่อว่า 'เพทาย' และมีตลาดหลักในอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย รวมถึงวางแผนที่จะขยายตลาดไปยัง AEC ต่อไป แม้วรรณยังอายุน้อย แต่ก็พยายามเรียนรู้งานจากคุณพ่อ ที่มักจะวางแผนระยะยาวไว้เสมอ เพราะงานที่ทำตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่เธอรักและเคยทำมาตั้งแต่เด็ก"

เถ้าแก่น้อยคนสุดท้าย โชติวิทย์ เตชะอุบล ลูกชายคนโตของ อภิชัย–ชลิดา เตชะอุบล ได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของครอบครัวมูลค่าหลายร้อยล้าน ซึ่งบริษัท เจซี เควินฟู้ด แอนด์ เบฟเวอเรจ จำกัด ที่เขาดูแลนั้นได้เริ่มต้นจากความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนที่อังกฤษ โจ–โชติวิทย์ เล่าว่า “ผมไปกินอาหารที่ร้าน ซินยอร์ แซสซี่ ที่ลอนดอน แล้วได้รู้จักกับเจ้าของร้านจนพวกเขาตัดสินใจเปิดสาขาที่กรุงเทพฯ เมื่อ 2-3 ปีก่อน โดยเปิดสาขาแรกที่โรงแรมอนันตรา และจากนั้นก็เปิดสาขาที่พารากอน ป๊าของผมอยากให้ผมทำงานด้านนี้ เพื่อพิสูจน์ฝีมือก่อนที่จะไปทำงานด้านอื่น”
ผู้บริหารหนุ่มที่มีความชื่นชอบในด้านตัวเลขและมีอายุเพียง 25 ปีนี้ ก็ได้ขยายการทำงานในร้านอาหารที่ดูแลได้อย่างดี เขากล่าวว่า "งานทั้งหมดที่ทำผมได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีการปรึกษากับป๊าบ้าง ผมชอบไปทานข้าวกับเพื่อนของป๊า พวกเขามักจะคุยกันทำให้ผมได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการพูดคุยกับผู้ใหญ่ ส่วนจุดแข็งของคนรุ่นใหม่อย่างผม คือการสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีต่างๆ เราใช้สื่อใหม่ๆ มาช่วยในการทำธุรกิจ ซึ่งก็อยากแบ่งเบาภาระของป๊า เพราะท่านทำงานหนักมาแล้ว แต่ในยุคของเราคงไม่ต้องเหนื่อยเหมือนท่าน เราจะพัฒนาธุรกิจต่อไป"
คลื่นลูกใหม่เหล่านี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนวงการธุรกิจและสังคมในอนาคตอย่างแน่นอน อย่าพลาดชมพวกเขากันนะ!
ทีมข่าวหน้าสตรี
