"อาจารย์ใหญ่มีความสำคัญมาก เพราะนักเรียนแพทย์สามารถเรียนรู้การทำงานของร่างกายได้ เพราะเราไม่สามารถศึกษาจากคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ นักศึกษาแพทย์จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเรียนรู้..." นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "กายวิทยาทาน" ร่างของพระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทโธ) หรือหลวงพ่อคูณแห่งวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมาก็เป็นตัวอย่างเช่นกัน

มาทำความรู้จักกับอาจารย์ใหญ่กันเถอะ..?
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ได้กล่าวกับ Mytour ออนไลน์เกี่ยวกับการบริจาคร่างกายหลังเสียชีวิตเพื่อการศึกษาทางการแพทย์ของนักศึกษาแพทย์ หรือที่เรียกว่า "อาจารย์ใหญ่" ว่า ในปัจจุบันการบริจาคนั้นไม่ค่อยขาดแคลน เพราะประชาชนเริ่มเข้าใจและยอมรับในเรื่องนี้มากขึ้น แต่ถึงกระนั้นยังคงมีบางสิ่งที่อาจจะล้าสมัย เช่นการที่แพทย์ต้องทำการผ่าศพมากกว่าศพที่เรียน
"อาจารย์ใหญ่มีความสำคัญมาก เพราะนักเรียนแพทย์สามารถเรียนรู้การทำงานของร่างกายจากศพ เนื่องจากเราไม่สามารถศึกษาจากคนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ นักศึกษาแพทย์จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเรียนรู้ดังกล่าว แต่ว่าการบริจาคเพื่อการศึกษานั้นต้องมีการเตรียมศพสำหรับการเรียนรู้ก่อน ซึ่งมีรายละเอียดไม่น้อย ดังนั้น ญาติหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องแจ้งหน่วยแพทย์ทันที เพราะแพทย์จะต้องฉีดสีให้กับศพ หากไม่ทัน หรืออยู่ไกลจนรถไม่สามารถไปถึงได้ ก็อาจจะทำได้แค่การดอง"

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ได้อธิบายขั้นตอนกระบวนการว่า 1. การฉีดสีเพื่อการศึกษาที่ต้องทำให้เสร็จในเวลาที่กำหนด เพื่อให้เราได้เรียนรู้จากอาจารย์ใหญ่ที่สมบูรณ์ เมื่อฉีดสีเข้าไปแล้ว เส้นเลือดแดงจะมีสีแดง ส่วนเส้นเลือดดำจะเป็นสีน้ำเงิน นี่คือสิ่งที่ต้องทำก่อนกระบวนการดอง 2. กระบวนการดองเองจะช่วยหยุดการเน่าเสีย ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้เวลานานพอสมควร
"ผู้ที่ต้องการบริจาคร่างกายสามารถเข้าไปแจ้งความประสงค์ที่โรงพยาบาลที่เปิดคณะแพทยศาสตร์ ทางโรงพยาบาลจะให้ทำการเซ็นยินยอมและออกบัตรประจำตัวผู้บริจาคร่างกาย ซึ่งถือเป็นบัตรติดตัวเราตลอดเวลา ถ้าเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้น โรงพยาบาลจะดูบัตรและติดต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับอาจารย์ใหญ่ที่สมบูรณ์ สำหรับการเรียนรู้ 1 ปี นักศึกษาจะเรียนจากอาจารย์ใหญ่ 1 ศพ ต่อ 1 กลุ่ม แต่หลังจากการเรียนรู้เสร็จสิ้น เราจะไม่สามารถนำอาจารย์ใหญ่มาทำการต่อได้เนื่องจากอวัยวะต่างๆ และเส้นเลือดถูกดำเนินการไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การบริจาคอาจารย์ใหญ่ยังสามารถทำได้ในรูปแบบของชิ้นส่วน เช่น เฉพาะท่อนอก เป็นต้น"

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนักศึกษาแพทย์เสร็จสิ้นการเรียนรู้จากอาจารย์ใหญ่แล้ว ร่างของอาจารย์ใหญ่จะถูกนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ตามที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า ส่วนกรณีของหลวงพ่อคูณนั้น หมอคงไม่สามารถตอบได้เพราะเราไม่ได้เห็นพินัยกรรมของท่าน ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น การเก็บรักษาเพื่อเคารพบูชา เป็นต้น
คำแนะนำในการบริจาคร่างกาย..
โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีรายละเอียดของการบริจาคร่างกายที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างที่นำเสนอในที่นี้คือข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช โดยมีรายละเอียดดังนี้
เป้าหมายของการบริจาคศพ
เพื่อให้นักศึกษาแพทย์สามารถศึกษาและเรียนรู้จากร่างกายที่บริจาค หรือที่เรียกว่า "อาจารย์ใหญ่" ซึ่งมีความสำคัญต่อการฝึกฝนทางการแพทย์
ประเภทของการบริจาคร่างกาย
1. บริจาคเพื่อการศึกษาให้กับนักศึกษาแพทย์ในระยะเวลา 3 ปี
2. บริจาคเพื่อการฝึกฝนผ่าตัดในแพทย์เฉพาะทาง
3. บริจาคเพื่อการเก็บรักษากระดูกเพื่อการศึกษาตลอดไป
****ในการบริจาคร่างกาย ผู้บริจาคสามารถเลือกได้เพียงแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้นค่ะ
เอกสารที่จำเป็นในการบริจาค
- รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ พร้อมเขียนชื่อ-นามสกุลที่ด้านหลังรูปให้ชัดเจน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ (ต้องรับรองสำเนาถูกต้อง)
ขั้นตอนการบริจาคร่างกาย
1. กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มระบุชื่อ-นามสกุล และที่อยู่ตามทะเบียนบ้านด้วยลายมือชัดเจน
2. ระบุชื่อ-นามสกุลของผู้แจ้งการถึงแก่กรรม (หมายถึงผู้ที่เต็มใจจะรับผิดชอบในการแจ้งภาควิชาฯ เพื่อรับศพของผู้บริจาคร่างกาย ไม่เกี่ยวข้องกับมรดกของผู้บริจาค)
3. ส่งแบบฟอร์มที่กรอกแล้วพร้อมรูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ ทางไปรษณีย์มาที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 และเขียนที่มุมซองว่า 'บริจาคร่างกาย'
4. รับบัตรประจำตัวผู้บริจาคภายใน 1 เดือน โดยเลือกวิธีการรับได้ตามสะดวก
4.1 รับทางไปรษณีย์ลงทะเบียน (จำเป็นต้องมีคนอยู่บ้านเพื่อลงชื่อรับ)
4.2 มารับด้วยตัวเองที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-419-7036, 02-419-7588
5. หากบัตรหายโปรดโทรแจ้งภาควิชาฯ ที่หมายเลข 02-419-7036, 02-419-7588
6. หากผู้บริจาคเปลี่ยนที่อยู่โปรดแจ้งภาควิชาฯ ทราบ
7. ผู้ที่ต้องการยกเลิกพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องแจ้งภาควิชาฯ การยกเลิกไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย
****หมายเหตุ*** ผู้ที่ต้องการดาวน์โหลดแบบฟอร์มพินัยกรรมบริจาคร่างกายสามารถทำการปริ้นท์ออกมาเป็นหน้า-หลัง 2 ชุด เนื่องจากภาควิชาฯ จะเก็บ 1 ชุด และส่งคืนผู้บริจาคอีก 1 ชุด การปริ้นท์แบบหน้า-หลังทำให้ทราบว่าเป็นพินัยกรรมเมื่อล่วงเลยเวลาไป
***ผู้บริจาคควรให้ความสำคัญในการกรอกและส่งแบบฟอร์มตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด หากข้อมูลไม่ครบถ้วนจะถือว่าเป็นโมฆะ
หากส่งใบบริจาคมาแล้วสามารถโทรมาติดตามผลได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-419-7036, 02-419-7588

แบบที่ 1 บริจาคเพื่อการศึกษาให้กับนักศึกษาแพทย์
ข้อกำหนด
- ผู้บริจาคต้องมีอายุไม่เกิน 80 ปี และน้ำหนักไม่น้อยกว่า 40 กิโลกรัม
- ไม่เป็นศพที่เกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ
- ไม่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง, โรคไต, โรคเบาหวาน หรืออุบัติเหตุ
- ไม่ใช่ศพที่มีสภาพไม่เหมาะสม เช่น ศพที่เน่าเปื่อยหรืออวัยวะขาดหาย ยกเว้นกรณีบริจาคดวงตา
- หากที่เก็บศพของภาควิชาฯ เต็ม
แบบที่ 2 บริจาคเพื่อให้แพทย์เฉพาะทางฝึกผ่าตัด
ข้อกำหนด
- ไม่เคยผ่านการผ่าตัดในบริเวณข้อต่อต่างๆ
- เมื่อเสียชีวิต ญาติต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ภาควิชาฯ ให้มารับศพโดยทันที
- ญาติต้องตัดผมและเล็บของศพใส่โลงเพื่อนำไปสวดทำบุญ
- ห้ามฉีดยารักษาศพ
แบบที่ 3 บริจาคเพื่อเก็บโครงกระดูกใช้ในการศึกษา
ข้อกำหนด
- ผู้บริจาคต้องมีอายุไม่เกิน 55 ปี เมื่อเสียชีวิต
- ญาติสามารถนำอวัยวะบางส่วนของศพไปทำพิธีทางศาสนาได้
- ห้ามฉีดยารักษาศพ เนื่องจากจะไม่สามารถเก็บโครงกระดูกได้
พื้นที่ที่สามารถบริจาคร่างกายได้
รับบริจาคเฉพาะในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปทุมธานี นครปฐม สุพรรณบุรี (ยกเว้น อ.ด่านช้าง, อ.หนองหญ้าไซ, อ.เดิมบางนางบวช, อ.สามชุก) พระนครศรีอยุธยา (ยกเว้น อ.ท่าเรือ) ราชบุรี (ยกเว้น อ.สวนผึ้ง, อ.จอมบึง) กาญจนบุรี (รับเฉพาะ อ.เมือง, อ.ท่าม่วง, อ.พนมทวน, อ.ท่ามะกา)
ข้อปฏิบัติเมื่อผู้บริจาคร่างกายเสียชีวิต
- ห้ามทำการฉีดยากันศพเน่า เจ้าหน้าที่ภาควิชาฯ จะทำการฉีดให้
- โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ภาควิชาฯ ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้ไปตรวจสภาพศพและทำการฉีดยารักษาสภาพศพที่หมายเลข 02-419-7028, 02-419-7030, 02-411-2007
- ญาติเป็นผู้ดำเนินการเรื่องใบมรณบัตรและจัดหาหีบศพเอง

ข้อปฏิบัติเมื่อได้รับศพของผู้บริจาคร่างกาย
- บริการฉีดยาและรับศพหลังพิธี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
- ญาติสามารถทำการสวดตามประเพณีได้ไม่เกิน 5 วัน
- ศพของผู้บริจาคร่างกายจะเก็บที่อาคารกายวิทยาทาน ต.ศาลายา จ.นครปฐม
- ออกหนังสือรับรองการรับศพภายใน 2 วัน
- ส่งใบอนุโมทนาบัตรหลังรับศพภายใน 1 เดือน
ข้อแนะนำในการเข้าร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ
- จัดขึ้นประมาณเดือนเมษายนของทุกปี
- ญาติเข้าร่วมพิธีได้ไม่เกิน 4 คน
- ภาควิชาฯ มีบริการรถให้ญาติจากโรงพยาบาลศิริราชไปที่อาคารกายวิทยาทาน ต.ศาลายา จ.นครปฐม
- ญาติสามารถนำศพที่ศึกษาจบแล้วไปประกอบพิธีทางศาสนาเองได้
- อัฐิของผู้บริจาคร่างกายจะถูกจัดเก็บไม่เกิน 5 ปี
เอกสารที่ใช้ประกอบการทำหนังสือที่ระลึกในพิธีพระราชทานเพลิงศพ
- รูปถ่ายของผู้บริจาคร่างกายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 1 ใบ
- ประวัติส่วนตัวของผู้บริจาคร่างกาย
- คำไว้อาลัยจากญาติ
สำหรับรายละเอียดของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถดูได้ ที่นี่ ส่วนของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีข้อกำหนดซึ่งสามารถดูได้จาก ที่นี่ .
**การจัดการ**
ทราบหรือไม่ว่า ขั้นตอนการเตรียมตัวของหลวงพ่อคูณหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร? รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้กล่าวในข่าว Mytour ออนไลน์ว่า หลังจากประชาชนที่มีศรัทธามาร่วมรดน้ำศพหลวงพ่อคูณที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาแล้ว จะมีการขออนุญาตนำสรีระของท่านไปที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อทำการรักษาสภาพร่างกายของท่านให้พร้อมที่จะเป็นครูใหญ่ต่อไป จากนั้นจะมีการเคลื่อนย้ายไปยังหอประชุมกาญจนาภิเษก และจะทำการบำเพ็ญกุศลเป็นระยะเวลา 7 วัน ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้ามากราบนมัสการท่านได้โดยการร่วมเป็นเจ้าภาพกับทางคณะทำงานจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีส่วนราชการต่าง ๆ มาร่วมเป็นเจ้าภาพด้วย โดยมีความตั้งใจที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อให้ดีที่สุด
สำหรับกระบวนการที่ใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับร่างของหลวงพ่อคูณนั้น จะมีการเก็บรักษาร่างท่านไว้เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยได้จัดทำอ่างแก้วขึ้นเป็นพิเศษ หากญาติโยมต้องการเข้ามากราบสักการะก็สามารถทำได้ จากนั้นจะมีการนำร่างท่านไปให้นักศึกษาแพทย์ศึกษาเป็นระยะเวลา 2 ปีการศึกษา เมื่อครบกำหนดแล้ว กระบวนการจะเป็นไปตามเจตนารมณ์ โดยในปีที่ 3 จะมีการพระราชทานเพลิงศพให้กับหลวงพ่อคูณและครูใหญ่ในพิธีที่จัดขึ้นพร้อมกันตามคำขอของมหาวิทยาลัยขอนแก่น
