ในช่วงนี้หลายท่านคงได้ยินข่าวการระบาดของโรคมือ เท้า ปากในเด็กกันมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมที่การระบาดจะมีมากขึ้น เนื่องจากเด็กยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่เพียงพอ วันนี้ "พญ.มณินทร วรรณรัตน์" กุมารแพทย์โรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลเวชธานี จะมาอธิบายเกี่ยวกับโรคนี้ให้ฟังกันครับ
"โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส เช่น คอกซากี่ไวรัส (Coxsackie virus) บางชนิด และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71) ซึ่งพบมากในเด็กทารกและเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี"

อาการเบื้องต้นที่ควรสังเกต
- ประมาณ 3-6 วันหลังจากติดเชื้อ ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้ต่ำๆ และรู้สึกอ่อนเพลีย
- ต่อมาประมาณ 1-2 วัน จะเห็นตุ่มแดงขนาด 2-8 มิลลิเมตร ที่บริเวณลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม
- หลังจากนั้นจะเห็นตุ่มน้ำสีเทาเล็กๆ ซึ่งจะเริ่มแตกกลายเป็นแผลตื้นๆ สีเหลืองเทาและมีผื่นแดงรอบแผล อาจขยายเป็นแผลใหญ่ ซึ่งแผลเหล่านี้จะเจ็บและทำให้เด็กไม่สามารถทานอาหารได้ นอกจากนี้ยังทำให้ลิ้นมีสีแดงและบวม
พญ.มณินทร ได้แจ้งผ่าน Mytour ออนไลน์ว่า ผื่นที่ผิวหนังอาจเกิดขึ้นพร้อมกับแผลในช่องปาก หรือหลังจากแผลในช่องปากไม่นาน ซึ่งบางครั้งอาจมีเพียง 2-3 จุด หรืออาจมีจำนวนมากกว่า 100 จุดก็ได้ โดยผื่นแดงจะพบที่มือมากกว่าที่เท้า มักเกิดที่หลังมือ ข้างนิ้วมือ หลังเท้า และข้างนิ้วเท้า มากกว่าที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า และบางครั้งอาจพบที่ก้นด้วย
ความรุนแรงของโรคนี้อาจแตกต่างกันตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงขั้นรุนแรงถึงเสียชีวิต เชื้อโรคติดต่อผ่านการรับไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง ซึ่งสามารถติดได้จากมือของเล่นที่มีน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผล หรือจากอุจจาระของผู้ป่วย รวมทั้งการไอจามระหว่างกัน
การติดต่อของเชื้อโรค
- ในสัปดาห์แรกของการติดเชื้อจะมีการแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็ว เด็กเล็กที่มักจะเล่นใกล้ชิดกันในโรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือในครอบครัวที่อาศัยอยู่ร่วมกันมากๆ รวมถึงการเล่นของเล่นในที่สาธารณะ จะมีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อ
- ถึงแม้เด็กจะอาการดีขึ้นหรือหายป่วยแล้ว แต่ยังสามารถพบเชื้อในอุจจาระได้ประมาณ 1 เดือน และการแพร่เชื้อในระยะนี้จะลดลงมาก
วิธีการรักษา
พญ.มณินทรกล่าวว่า โรคนี้ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะที่ สำหรับการรักษาจะเป็นการดูแลตามอาการ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลาม ซึ่งเป็นการรักษาแบบประคับประคอง เช่น :
1. หากมีอาการไข้ แพทย์จะใช้ยาลดไข้ พร้อมกับการเช็ดตัวเพื่อควบคุมอุณหภูมิร่างกาย
2. แนะนำให้ผู้ป่วย (เด็ก) รับประทานอาหารอ่อน รสไม่เผ็ดจัด
3. ควรดื่มน้ำและน้ำผลไม้ทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง
4. สำหรับเด็กทารกอาจต้องป้อนนมแทนการดูดจากขวดตามปกติ และควรให้นมเย็นหรืออมไอศกรีมเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
ในความเป็นจริงแล้ว โรคนี้มักไม่รุนแรงและไม่มักมีอาการแทรกซ้อน แต่ไวรัสบางประเภทอาจทำให้มีอาการรุนแรงได้ ดังนั้นควรเฝ้าระวังและสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด
สัญญาณของโรคที่อาจรุนแรง จำเป็นต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที!
- ไข้สูงและอ่อนเพลียตลอดทั้งวัน
- ซึมเศร้า ไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำ
- อาเจียนบ่อยครั้ง
- หอบหรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจแสดงถึงภาวะสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือภาวะน้ำท่วมปอด
ดูแลลูกน้อยเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่อาจเป็นอันตราย…
พญ.มณินทรแนะนำว่า โรคนี้สามารถป้องกันได้ง่ายๆ โดยการรักษาความสะอาดส่วนบุคคลและไม่ต้องตกใจ เพียงแค่ดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดหรือแนะนำให้บุตรหลานรักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนมื้ออาหาร ใช้ช้อนกลางและหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกันก็สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ตั้งแต่เริ่มต้น
สำหรับสถานเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล ควรมีอ่างล้างมือที่มีสุขลักษณะที่ดี ดูแลรักษาความสะอาดของสถานที่และอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ และต้องกำจัดอุจจาระของเด็กให้ถูกวิธี
โดยทั่วไปแล้ว โรคมือ เท้า ปาก มักไม่รุนแรงและมักหายได้เองภายใน 5-7 วัน หรือไม่เกิน 2 สัปดาห์ แต่หากเด็กมีไข้สูง กินอาหารได้น้อย ซึมลง หรือมีอาการชัก ควรรีบพบแพทย์ทันที สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลตัวเองคือการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ใช้ช้อนกลาง และล้างมือให้สะอาดเสมอ
