โลกที่เต็มไปด้วยผู้นำชายที่ครอบงำมานาน ตั้งแต่ผู้นำองค์กร ผู้นำทางความคิด จนถึงผู้นำสังคม มาถึงเวลาที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้นำที่มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยไม่แพ้ผู้ชายเลย นอกจากความสามารถพิเศษในการต่อสู้และความอดทนที่ไม่มีวันหมด ยังสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็งจนสามารถคว้าชัยเหนือผู้ชายได้
เมื่อมองไปที่โลกแห่งการเมือง จะพบกับผู้หญิงที่ก้าวขึ้นมาสวมบทบาทผู้นำที่เต็มไปด้วยพลังและภูมิใจ ตัวอย่างที่ชัดเจนเช่น วีรสตรี, แม่พระ, หญิงเหล็ก, ผู้หญิงที่ถูกใช้งานในวงการเมือง, หญิงตัวร้าย, หุ่นเชิด และผู้มีอำนาจเบื้องหลังที่แท้จริง


ในช่วง 60 ปีที่ผ่านมาโลกได้เห็นผู้นำหญิงมาแล้ว 51 คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลกคือ “สิริมาโว บันดาราไนยาเก” ซึ่งเป็นภรรยาของนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับของโซโลมอน เข้ารับตำแหน่งหลังจากสามีถูกลอบสังหาร โดยได้รับฉายา “แม่ม่ายเจ้าน้ำตา”

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โลกได้เห็นผู้นำหญิงถึง 14 คน โดยหนึ่งในผู้นำหญิงที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ที่ก้าวขึ้นมาจากการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปี 2554 ด้วยคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งทำให้เธอขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในวัยเพียง 44 ปี ท่ามกลางความนิยมและแรงสนับสนุนจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้เธอก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้จะมีประสบการณ์ทางการเมืองไม่มากนัก แต่ก็สามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ถึง 2 ปี ก่อนที่การเมืองจะบีบให้เธอประกาศยุบสภา


ผ่านไปหลายทศวรรษที่การเมืองในทำเนียบประธานาธิบดีเต็มไปด้วยชายหนุ่ม ถึงเวลาที่ผู้หญิงจะเข้าไปครองเก้าอี้ประธานาธิบดี โดย “ปาร์ค กึน-ฮเย” ผู้นำหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ที่เข้าสู่ตำแหน่งในวัย 60 ปี เป็นทายาทผู้นำที่มีความสำคัญในประเทศ เกาหลีใต้ ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการชนะเลือกตั้งและเข้าเป็นผู้นำประเทศ หลังจากที่พ่อของเธอ “ประธานาธิบดีปาร์ค ชอง-ฮี” ได้ปกครองเกาหลีใต้ด้วยกฎเหล็กและวางรากฐานเศรษฐกิจที่มั่นคง


หากพูดถึงผู้นำหญิงที่เป็นที่ยอมรับและสร้างชื่อเสียงให้กับผู้หญิงทั่วโลก คงต้องยกให้ “อังเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีหญิงที่มีความแข็งแกร่งของประเทศเยอรมนี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งผู้นำเมื่ออายุ 59 ปีในปี 2548 และดำรงตำแหน่งนี้จนถึงปัจจุบัน โดยได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นผู้หญิงที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกในยุคนี้ “แมร์เคิล” คือพลเมืองจากเยอรมนีตะวันออกคนแรกที่เป็นผู้นำหลังการรวมประเทศ เธอเติบโตในสังคมคอมมิวนิสต์และจบการศึกษาด้านฟิสิกส์ พร้อมทั้งสามารถพูดได้หลายภาษา ทั้งเยอรมัน, อังกฤษและรัสเซีย ซึ่งทำให้เธอมีบทบาทสำคัญในวงการการเมือง เธอเริ่มเข้าสู่การเมืองจากการที่อดีตนายกฯ เฮลมุท โคห์ล ดึงเธอมาร่วมงาน และเธอก็กลายเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในยุคนั้น แม้ในตอนแรกจะมีภาพลักษณ์ที่ดูไม่ทันสมัย แต่เธอก็ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการจ้างสไตลิสต์มาช่วยพัฒนา เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้นำประเทศ เธอได้พิสูจน์ความสามารถของตัวเองจากการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้เยอรมนีเป็นประเทศที่มีการส่งออกสูงที่สุดในโลก และอัตราการว่างงานที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี พร้อมทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวทีนานาชาติ


ในวงการการเมืองโลกยังมีผู้นำหญิงหลายคนที่สร้างความสนใจและกระแสในโลกการเมือง เริ่มต้นจาก “คริสตินา เฟอร์นานเดซ เดอ เคิร์ชเนอร์” ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของอาร์เจนตินา วัย 60 ปี ที่เป็นทั้งนักการเมืองที่มีสไตล์เฉพาะตัวและยังมีการเสริมความงามด้วยโบท็อกซ์ ถึงแม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเมืองมาก่อน แต่เธอกลับสามารถขึ้นเป็นผู้นำประเทศได้ถึง 2 สมัย ตั้งแต่ปี 2550 ส่วน “จูเลีย ไอลีน กิล-ลาร์ด” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของออสเตรเลีย ก็ถูกผลักดันจากคู่แข่งในพรรคแรงงานอย่าง “เควิน รัดด์” ที่ทวงคืนอำนาจจนทำให้เธอต้องออกจากตำแหน่ง แต่สุดท้าย “รัดด์” ก็ไม่สามารถรักษาตำแหน่งได้ และต้องยุติบทบาทในที่สุด


ด้านผู้นำหญิงของบราซิล “ดิลม่า รูสเซฟฟ์” ซึ่งขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกในปี 2554 ขณะอายุ 63 ปี และประกาศว่าจะดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีหลุยส์ อินาชิโอ ลูลา ดา ซิลวา ต่อ โดยเน้นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและลดภาระหนี้สินให้กับประชาชน แต่ในภายหลังนโยบายประชานิยมที่มีข้อบกพร่องก็ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในกรณีการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2557 ซึ่งใช้เงินจำนวนมากเกินความจำเป็น ในขณะเดียวกัน “โจฮันนา ซิกูร์ดาร์ดอตทีร์” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไอซ์แลนด์ก็ถูกจดจำในฐานะผู้นำที่เป็นเลสเบี้ยนคนแรกของประเทศ ซึ่งมีคู่ชีวิตเป็นผู้หญิงและมีลูก 2 คน


ในวงการธุรกิจโลก ผู้นำหญิงที่โดดเด่นคงหนีไม่พ้น “อินทรา นูยี” ประธานกรรมการและซีอีโอหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียของเป๊ปซี่โค ที่ได้รับการจัดอันดับจากฟอร์บส์ให้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอันดับ 10 ของโลก นับตั้งแต่ที่เธอเข้ามาบริหารเป๊ปซี่ในปี 2549 เธอสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 72% และเธอจบการศึกษาด้านฟิสิกส์, เคมี และคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในประเทศอินเดีย ก่อนที่จะไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐอเมริกา เธอยังเคยทำงานกับบริษัทชั้นนำต่างๆ รวมทั้งจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และโมโตโรล่า ก่อนเข้ามาร่วมงานกับเป๊ปซี่ นอกจากความสามารถและความขยันแล้ว เคล็ดลับความสำเร็จของเธอยังอยู่ที่ความอยากเรียนรู้และการตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่พอใจ


“นารีขี่ม้าขาวแห่งโลกไอที” คือฉายาของ “มาริสสา เมเยอร์” ผู้บริหารหญิงแห่ง Yahoo และอดีตพนักงานเก่าของ Google ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้กุมบังเหียน Yahoo เพื่อช่วยฟื้นฟูสถานะของเว็บไซต์ที่สูญเสียความนิยม หลังจากที่ Google เข้ามาครองตลาด โดยเมเยอร์ไม่ใช่คนใหม่ในวงการไอที เธอจบการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และเข้าร่วมงานกับ Google ตั้งแต่ปี 2542 เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์หญิงคนแรกของบริษัท ก่อนที่จะมาอยู่ที่ Yahoo ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายธุรกิจค้นหาข้อมูล เธอมีความเชี่ยวชาญในด้านปัญญาประดิษฐ์และทำงานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของ Google อย่างต่อเนื่อง


ในโลกนี้มีนางสิงห์เหล็กที่คุมชะตาเศรษฐกิจโลกเอาไว้แค่สองคนเท่านั้น คือ “เจเน็ต เยลเลน” ผู้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้หญิงคนแรกในรอบ 100 ปี ซึ่งปัจจุบันอายุ 67 ปี เธอจะขึ้นมารับหน้าที่แทน “เบน เบอร์นันเก้” หลังจากวันที่ 31 มกราคม 2557 ภารกิจหลักของนางสิงห์เหล็กคนนี้คือการบริหารนโยบายการเงินและการคลังของเฟด ด้วยความสามารถในการพยากรณ์เศรษฐกิจอย่างแม่นยำ และการยึดถือหลักจริยธรรมที่เข้มงวด เธอมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการว่างงานที่ยืดเยื้อเชื่อว่าเป็นปัญหาที่ทำลายเศรษฐกิจ ภายใต้การนำของเธอ เฟดจะต้องปรับมาตรการการเงินที่ใช้ในช่วงวิกฤติให้กลับสู่ภาวะปกติ และนำนโยบายใหม่ๆ เพื่อลดอัตราการว่างงานในประเทศ ขณะเดียวกัน เธอก็เป็นนักสื่อสารที่เก่งกาจสามารถทำให้เรื่องซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายๆ ได้ ดังนั้นความหวังที่ว่าเฟดจะกลับมาได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจึงมีสูงขึ้น


อีกคนที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของโลกคือ “คริสตีน ลาการ์ด” ผู้อำนวยการหญิงคนแรกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เธอมีอายุ 57 ปี และได้เข้ามารับตำแหน่งนี้ในกลางปี 2554 ก่อนหน้านี้ คริสตีนมีประสบการณ์ทางการเมืองที่โดดเด่นจากตำแหน่งสำคัญมากมาย เช่น รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ, รัฐมนตรีคลัง, รัฐมนตรีการค้า, รัฐมนตรีแรงงาน รวมถึงรัฐมนตรีเกษตรและประมง เธอเป็นที่รู้จักในฐานะนักต่อต้านการผูกขาดและกีดกันทางการค้า รวมทั้งเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงในด้านแรงงานและเคยดำรงตำแหน่งประธานหญิงคนแรกของสำนักงานทนายความระหว่างประเทศ “เบเกอร์ แอนด์ แมคเคนซี” อีกด้วย นอกจากนี้ เธอยังได้รับการยกย่องจากฟอร์บส์ให้เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลระดับโลก


โลกในอนาคตกำลังเดินหน้าด้วยพลังของดอกไม้เหล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง!!
ทีมข่าวหน้าสตรีMytour
