คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมน้ำตาถึงไหลออกมาได้? วันนี้ Mytourออนไลน์จะพาทุกคนไปค้นหาคำตอบเกี่ยวกับน้ำตาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น...
มารู้จักที่มาของน้ำตาและสิ่งที่ทำให้น้ำตามันไหลออกมา รวมถึงประโยชน์ของมันในช่วงเวลาต่างๆ ลองไปทำความเข้าใจกับมันกันดู
น้ำตามาจากไหนกันแน่...
สิ่งแรกที่ทารกทำเมื่อออกมาจากท้องแม่นั้นก็คือการร้องไห้ดังๆ เสียงสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับความสามารถในการแผดเสียงของเด็กแต่ละคน และหากร้องไห้แรงๆ ก็แสดงถึงการส่งสัญญาณที่ชัดเจนของทารก
เห็นไหมว่าไม่มีใครเกิดมาโดยไม่เคยร้องไห้หรือเสียน้ำตาเลย บางคนอาจร้องไห้บ่อย บางคนก็ยากที่จะร้องไห้ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความรู้สึกเหล่านี้ได้

น้ำใสๆ ที่ไหลจากดวงตาเมื่อเราร้องไห้ เกิดขึ้นจากความรู้สึกเศร้า ผิดหวัง หรือเจ็บปวด และแม้ในยามที่เราดีใจและซาบซึ้งใจ มันจะมีประโยชน์อะไรเพิ่มเติมนอกจากช่วยระบายอารมณ์ที่เก็บซ่อนไว้ในใจ? มาดูกันว่าเจ้าน้ำตานี้มันมีคุณค่าที่ซ่อนเร้นอยู่ยังไงบ้าง
โดยทั่วไปแล้วน้ำตาของเราถูกสร้างขึ้นตลอดเวลา หลายคนอาจเข้าใจว่าเราจะมีน้ำตาออกมาแค่ตอนร้องไห้ น้ำตาที่ไหลออกมามากในเวลาที่เศร้าหรือเจ็บปวด เราเรียกว่า reflex tear ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาท เมื่อมีปัจจัยภายนอก เช่น ฝุ่นหรือการอักเสบที่ดวงตา แต่ปกติแล้วน้ำตาของเราก็ถูกสร้างขึ้นตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า basic tear ที่สร้างขึ้นโดยต่อมในเยื่อบุตาและทำหน้าที่ต่างๆ
น้ำตาจะถูกหลั่งออกมาจากต่อมน้ำตาที่อยู่ใต้เปลือกตา ใต้ขมับเหนือดวงตา เมื่อกระพริบเปลือกตา ต่อมน้ำตาจะปล่อยน้ำตาออกมาผ่านท่อต่อมน้ำตาซึ่งประกอบด้วยท่อเล็กๆ หลายท่อ น้ำตาจึงเป็นของเหลวที่หล่อเลี้ยงลูกนัยน์ตาอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา
น้ำตาช่วยป้องกันไม่ให้ดวงตาแห้ง เพราะหากไม่มีน้ำตาก็อาจทำให้ตาบอดได้ น้ำตายังทำหน้าที่ทำความสะอาดดวงตา ขจัดฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ ด้วยเอนไซม์ที่มีในน้ำตาซึ่งสามารถทำลายจุลินทรีย์บางชนิด เมื่อมันหล่อลื่นลูกนัยน์ตาแล้ว น้ำตาจะไหลออกจากรูจมูกผ่านท่อน้ำตา ซึ่งจะนำมันไปยังถุงตา ก่อนที่จะออกทางช่องจมูกทำให้จมูกชุ่มชื้น
น้ำตามักจะหลั่งออกมามากขึ้นเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงแดดจ้า ลมแรง ฝุ่น หรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ตา นอกจากนี้ในเวลาที่อารมณ์รุนแรง เช่น เศร้าเสียใจอย่างมาก หรือดีใจจนเกินไป กล้ามเนื้อรอบต่อมน้ำตาจะบีบรัดทำให้น้ำตาไหลออกมามากผิดปกติ จนน้ำตาล้นขอบตาไหลลงบนใบหน้า และบางส่วนจะไหลผ่านท่อน้ำตาออกทางจมูกจนทำให้มีน้ำมูกไหลออกมาด้วย
น้ำตามีรสเค็มเพราะประกอบด้วยเกลือโซเดียมคลอไรด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเกลือแกง รวมทั้งเกลือโซเดียมไบคาร์บอเนตและโปรตีนบางชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับนัยน์ตา นอกจากนี้ยังมีโปรตีนบางตัวที่เพิ่มขึ้นเมื่อเรารู้สึกเครียดหรือมีอารมณ์กดดัน โดยนักวิทยาศาสตร์อย่าง ดร.วิลเลียม เอช เฟรย์ ได้ทำการศึกษาพบว่า น้ำตาที่ไหลออกมาในช่วงที่เศร้าเสียใจนั้นมีโปรตีนมากกว่าปกติถึง 21% เมื่อเทียบกับน้ำตาที่ไหลจากการหั่นหัวหอม
“มีการร้องไห้เพียง 1 ใน 3 ที่เกี่ยวโยงกับอารมณ์ที่ดีขึ้น” โจนาธาน รอตเทนเบิร์ก ผู้ช่วยศาสตราจารย์จิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซาธ์ฟลอริดา สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยเกี่ยวกับอารมณ์และการร้องไห้ สรุป
การศึกษานี้ได้พบหลักฐานน้อยมากที่สามารถยืนยันถึงผลดีทางจิตวิทยาจากการร้องไห้ แต่ที่น่าสนใจคือ อาสาสมัครที่สะอื้นมากที่สุด แม้ว่าจะไม่ใช่ในเวลานานที่สุด กลับได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการร้องไห้ หรือจะพูดให้ชัดเจนคือจากการเช็ดน้ำตา “การร้องไห้ไม่ได้ทำให้จิตใจดีขึ้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ” รอตเทนเบิร์กกล่าวย้ำ และเขาแนะนำว่า แทนที่จะส่งเสริมให้ร้องไห้ ควรสนับสนุนการสร้างเครือข่ายสังคมให้กับคนเราแทน
“การร้องไห้ไม่ได้ช่วยเพราะน้ำตา แต่มันช่วยเพราะมันทำให้เราได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างและดึงความสนใจไปยังปัญหาที่สำคัญ” รอตเทนเบิร์กอธิบาย

แสร้งร้องไห้... ง่ายมาก!
ThaiActing ได้แนะนำวิธีการร้องไห้ที่สามารถทำให้น้ำตาไหลพรากๆ เหมือนนักแสดงมืออาชีพที่สามารถเรียกน้ำตาได้ตลอดเวลา ไม่ยากเลย!
เทคนิคการร้องไห้มีหลายวิธี ที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้น้ำตาเทียมหรือทำให้คนอื่นรู้สึกอาย เช่น
1. หยอดน้ำตาเทียมในที่ลับๆ ไม่ให้ใครเห็น
2. หายใจเร็วๆ ทางจมูกเหมือนให้ลมพุ่งกระแทกต่อมน้ำตา
3. จ้องไฟนานๆ โดยไม่กระพริบตา
4. ใช้ยาดมหรือยาหม่องทาใต้ตา
5. คิดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองเคยเสียใจจนร้องไห้
6. จินตนาการว่าคนหรือสัตว์เลี้ยงที่รักจากไป
เมื่อทำแล้วน้ำตาเริ่มไหล เราก็สามารถพัฒนาความเสียใจนี้ไปสู่ความรู้สึกของตัวละครที่ต้องการแสดง แต่ถ้าต้องการความเฉียบคมมากขึ้น ลองทำวิธีที่ 4 ข้อหลังนี้
7. ผ่อนคลายและคาดหวังผลลัพธ์ดีๆ โดยไม่บังคับตัวเองให้ต้องร้องไห้
8. มีสมาธิในเรื่องราว เข้าใจสถานการณ์ของตัวละครและเชื่อว่าเขาจะร้องไห้ได้หากตกอยู่ในสถานการณ์นั้น
9. เชื่อว่าคุณคือบทบาทนั้น ละทิ้งความคิดอื่นๆ และมีสมาธิในตำแหน่งที่ซ้อมไว้
10. แสดงเป็นตัวละครนั้นและให้ความรู้สึกออกมาในทุกวินาที
“มันไม่สำคัญหรอกว่าจะร้องไห้มากหรือน้อย น้ำตาหยดเดียวหรือไหลอาบแก้ม เพราะสิ่งที่สำคัญคือตัวละครที่เราแสดง ไม่ใช่น้ำตาของนักแสดง”
แต่บางคนก็ยังชอบแสร้งร้องไห้เพื่อเรียกคะแนนความสงสารหรือทำเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง

นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดัง ได้กล่าวไว้ในแฟนเพจว่า...
"พฤติกรรมการแสร้งร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นป่วยทางจิต แต่มันเป็นลักษณะของบุคลิกภาพแบบหนึ่งที่ผิวเผิน หรือที่เรียกกันว่า ‘ดราม่า’ ซึ่งมักทำตามอารมณ์ในขณะนั้น... และเมื่อทำบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นความเคยชิน จนคิดว่าตัวเองเป็นตัวละครในละครทีวี"
