
ภาพพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ทรงเจดีย์ในคอลัมน์วันนี้ ได้รับการยอมรับว่าเป็นพิมพ์ที่ 2 ซึ่งนักสะสมพระสมเด็จไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนต่างก็สามารถนึกถึงรายละเอียดของลายพิมพ์และผิวฝ้าที่มีลักษณะเฉพาะขององค์พระนี้ ซึ่งถูกเรียกกันว่าองค์ “เจ๊แจ๋ว” ที่มีเส้นสายลายพิมพ์คล้ายคู่แฝดของ “ทรงเจดีย์”
องค์พระทรงเจดีย์ที่เรียกว่า “องค์จักรพรรดิ” ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในวงการสะสมพระเครื่อง และไม่มีองค์ใดที่สามารถเทียบเคียงได้จนถึงปัจจุบัน
ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องพระสมเด็จวัดระฆังควรที่จะศึกษาลงลึกถึงรายละเอียดขององค์พระ โดยผู้ที่มีหนังสือเกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังควรเปิดเพื่อเปรียบเทียบ เพราะภาพองค์นี้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือสมเด็จวัดระฆังร้อยปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 เป็นองค์แรกในหนังสือดังกล่าว
ในปี พ.ศ. 2522 หนังสือภาพพระยอดนิยมจากสำนักพิมพ์อู่อรุณได้เลือกภาพพระองค์นี้มาเป็นภาพปกของหนังสือ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสำคัญขององค์พระนี้ในวงการสะสมพระ
การจัดลำดับของพระสมเด็จวัดระฆังทรงเจดีย์ในงานประกวดพระเครื่องที่ธนาคารศรีนคร ปี 2519 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญขององค์พระ โดยในงานนั้น องค์พระของคุณไพศาล กสิวัฒน์ได้รับรางวัลที่ 1 และคุณกฤษณ์ ลิมปโชคชัย หรือที่วงการเรียกกันว่า เฮียไซ ได้รางวัลที่ 3
จากนั้นจนถึงปัจจุบัน พระสมเด็จองค์เจ๊แจ๋วได้เปลี่ยนมือหลายครั้ง จนในที่สุดได้มาอยู่ในครอบครองของอาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ และต่อมาถึงคุณปรีดา อภิปุญญา ซึ่งเป็นเจ้าของคนปัจจุบัน โดยเฮียหนึ่งได้ประเมินราคาไว้ที่ 100 ล้าน
ย้อนกลับมาถึงการเปรียบเทียบพระสมเด็จองค์เจ๊แจ๋ว กับองค์ที่นำเสนอในคอลัมน์วันนี้ การเทียบเคียงภาพพระจากทั้งสององค์นั้นช่วยให้เห็นความแตกต่างและความเหมือนกัน
เมื่อมองพระสมเด็จทั้งสององค์ องค์เจ๊แจ๋วเป็นพระที่มีความสะอาดและเงางาม ส่วนองค์ในคอลัมน์ยังคงมีคราบฝุ่นและร่องรอยจากการสัมผัส แม้จะมีสภาพที่เก่ากว่า แต่ก็เพิ่มความมีเสน่ห์
เมื่อถามเจ้าของ พระสมเด็จองค์นี้ เขาหัวเราะแล้วบอกว่าเขารู้ดี เมื่อได้มาครอบครองแล้ว เขาก็ไม่อยากทำการล้างพระ ต้องการรักษาสภาพพระให้คงเดิมตามธรรมชาติ
พระสมเด็จองค์งามที่ได้รับการยกย่องในวงการในช่วงหลังๆ มักถูกล้างจนสะอาดหมดจด ไม่มีร่องรอยของเหงื่อไคลหรือคราบฝุ่นหลงเหลือเลย
ทำไมพระสมเด็จทรงเจดีย์องค์เจ๊แจ๋วจึงได้รับการยอมรับและวางไว้ในตำแหน่งที่หนึ่งในวงการ?
ข้อแรกคือความคมชัดที่โดดเด่นในทุกเส้นสายขององค์พระ
เส้นสังฆาฏิที่พาดจากบ่าไปถึงข้อมือและเส้นขอบจีวรที่เลี้ยวไปหารักแร้ การคมชัดของเส้นเหล่านี้ในองค์พระเจ๊แจ๋วนั้นยังคงเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่องค์ในคอลัมน์วันนี้มีเส้นครบทุกเส้น แต่คมชัดน้อยกว่าเล็กน้อย
ทรงเจดีย์ที่มักจะถูกยกย่องว่ามีความงามเหนือกว่าองค์อื่นๆ มักถูกวัดคุณค่าจากความคมชัดของเส้นต่างๆ ปัจจุบันในวงการเหลือองค์ที่คมชัดและสมบูรณ์แบบเพียงไม่เกินสามองค์ รวมถึงองค์ในวันนี้ด้วย
หลายองค์ในวงการพระสมเด็จมีเส้นสังฆาฏิให้เห็นบ้าง แต่มักจะมีเพียงหนึ่งหรือสองเส้น ขณะที่บางองค์ไม่มีเส้นขอบจีวรเลย หรือบางองค์แม้จะมีเส้นขอบจีวร แต่กลับไม่มีเส้นสังฆาฏิ
เส้นแยกพระเพลามีปรากฏอยู่บ้างในบางองค์ แต่ก็ไม่ใช่ทุกองค์ที่มีลักษณะนี้
การสังเกตเส้นคมที่กล่าวถึงนั้น ควรระวังของปลอมที่พยายามเลียนแบบ แต่ความคมชัดและความอ่อนช้อยนั้นยังคงไม่เทียบเท่าของแท้
ในส่วนของเนื้อพระนั้น เนื้อที่ละเอียดและมีสีเหลืองอ่อนตามทฤษฎีของครูตรียัมปวายถูกเรียกว่า 'เนื้อเกสรดอกไม้' หรือ 'ผิวแป้งโรยพิมพ์' ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือผิวปูนที่มีโทนสีเดียวกัน รอยยุบรอยแยกมีลักษณะคล้ายกัน
หากจะจินตนาการให้เห็นภาพ สององค์พระนี้คงพิมพ์มาจากเนื้อก้อนเดียวกันและใช้พิมพ์เดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 150 ปี พวกท่านได้แยกย้ายไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ผิวพรรณของแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
ในส่วนของลวดลายและผิวที่แสดงออกมา รวมถึงลักษณะของฝ้าและรารัก ล้วนมีที่มาจากแม่พิมพ์เดียวกัน ทั้งกระบวนการกดพิมพ์และการตัดขอบข้างที่ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อพลิกไปดูด้านหลัง จะเห็นได้ว่าเป็นลักษณะตามธรรมชาติ ภาพนี้จะคล้ายกับคำที่ใช้ในหมู่ชาวบ้านที่มักกล่าวว่า 'ตัวใครตัวมัน'
องค์เจ๊แจ๋วที่เคยเห็นกันมาตั้งแต่ปี 2515 มีลักษณะของรอยปริแยกใกล้ขอบข้าง แต่องค์ในวันนี้กลับมีหลุมร่องที่แตกต่างกัน ทั้งหลุมใหญ่และเล็ก ไปจนถึงรูพรุนที่ปลายเข็ม และยังมีชิ้นรักฝังอยู่ สร้างความแตกต่าง แต่ก็มาพร้อมกับเสน่ห์ที่เพิ่มความเข้มข้น
พระสมเด็จวัดระฆังทรงเจดีย์ มีความสวยงามและสมบูรณ์แบบในระดับนี้ ไม่กี่สิบปีจะมีองค์ที่แปลกใหม่เข้ามา ควรชมภาพกันไว้ และองค์จริงนั้น เป็นของที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีบุญ ผู้ที่รู้กันในวงการ
พลายชุมพล
