
เริ่มต้นของตลาดพระท่าพระจันทร์ เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว เล่ากันว่าทุกเดือนสมเด็จวัดระฆังเข้ามาหลายองค์ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ที่มีลายกนกเดือนละประมาณหนึ่งองค์
คำกล่าวนี้เป็นการยืนยันว่า พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ที่มีโลโก้ต่อท้ายว่า “มึงมีกูไว้ไม่จน” เป็นพระหายากที่จริงจัง
ไล่เลี่ยกับปีนั้น องค์เจ้าเงาะของคุณเชียร ธีรศานต์และคุณนิยม อสุนี ได้ซื้อไปในราคา 1 ล้าน 5 หมื่น (ตามที่คุณเชียร บอกเอง) ส่วนองค์เสี่ยดมที่หลายคนคาดว่าสวยกว่า ยังไม่มีข่าวการเปลี่ยนมือ
หลายปีต่อมา องค์เจ้าเงาะถูกส่งไปอยู่ที่ไต้หวัน เซียนไทยตามไปขอซื้อกลับในราคา 50 ล้าน แต่เจ้าของหัวเราะใส่หน้า ส่วนองค์ที่ทำราคาตามมาอยู่ที่ 40 ล้านคือองค์ของคุณวิชัย คิงเพาเวอร์
จากหนังสือที่เซียนใหญ่ตีพิมพ์ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ที่มีลายกนกและองค์สวยๆ ที่มีหน้าตาเต็มที่ เมื่อนับไปนับมาก็ไม่เกิน 10 องค์
ส่วนที่มีลักษณะเค้าตาเลือนๆ หรือรอยขีดข่วน มีอยู่หลายองค์ บางองค์ผู้รู้เรื่องพระจะทราบว่าเคยผ่านการศัลยกรรมเสริมสวย หรือ “แกะตา” มาแล้ว
ผมมีเรื่องเล่าจากเมื่อประมาณ 35 ปีที่แล้ว ที่ได้มีบุญตามผู้ใหญ่ไปดูพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ที่เจ้าของท่านนั้นเป็นนักสะสมพระเบอร์หนึ่ง และท่านบอกว่าเป็นพระที่สวยระดับหนึ่งในห้า
เมื่อมีเวลานานกว่า 1 ชั่วโมงในการพิจารณาพระองค์นี้ ขณะที่ดูไปดูมาจนถึงเศียรพระที่ส่องแว่น ก็พบรอยขนแมว แสดงว่าพระองค์นี้ได้ผ่านการ “แกะตา” ซุ้มกอเป็นพระเนื้ออ่อนที่เผาด้วยไฟที่ไม่ทั่วถึงทำให้เพียงผิวนอกสุก แต่เนื้อในยังไม่ถึงความร้อน
คุณเชียร ธีรศานต์ เคยสอนไว้นานแล้ว เมื่อได้พระซุ้มกอหัก ส่องดูจึงเห็นว่าเนื้อในเป็นสีดำเหมือนไส้ขนมเปี๊ยะ
พระซุ้มกอเนื้ออ่อนมีความสามารถในการเสริมสวยได้ง่าย องค์ที่คุ้นตาหลายองค์ก็เปลี่ยนมือไปในวงการเซียนใหญ่ กลายเป็นพระที่ผ่านการเสริมสวยแล้ว คำถามที่ตามมาคือ ทำไมเจ้าของพระถึงไม่รู้? คำตอบง่ายๆ คือเจ้าสัวที่ซื้อพระแพงๆ มักมีน้อย และจำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์และชื่อเสียงเอาไว้
พูดถึงเรื่องหน้าตาของพระซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความงาม ก็ต้องหันมามองพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ที่มีลายกนกในคอลัมน์นี้
ในส่วนด้านหน้า ยังสามารถเห็นเงาสว่างที่สะท้อนความนุ่มนวลของเนื้อพระแบบเดิมๆ ได้อย่างชัดเจน
พระพักตร์ขององค์นี้ปรากฏเม็ดตาที่เต็มทั้งสองข้าง จมูกและปากยังคมชัด สายตายังคงไปที่สังฆาฏิที่มีกระแสลวดลายบนจีวร มือที่ประสานกันอย่างแนบสนิท เข่าสองข้างตั้งตรง และเมื่อมองย้อนกลับไปดูลายกนกจากล่างขึ้นบน ก็ไม่พบความผิดปกติในเส้นสายพิมพ์จากซุ้มกอพิมพ์ใหญ่องค์นี้เลย
สิ่งที่สำคัญคือ สองเม็ดตา ยังคงเป็นเม็ดตาที่เดิมๆ ติดเต็มแม่พิมพ์ ไม่มีการตกแต่งหรือเสริมสวยใดๆ
การเปรียบเทียบซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ในหนังสือหลายเล่มนั้น ล้วนแล้วแต่มีความละเอียดจนยากที่จะกล่าวว่าเป็นหนึ่งในห้าเต็มปาก แต่หากจะต้องพูดก็คงต้องบอกว่าองค์นี้สามารถจัดอยู่ในหนึ่งในสิบได้อย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจากลายพิมพ์ที่ถูกต้องแล้ว ความนุ่มของเนื้อก็มาถึงระดับที่เรียกว่า “เนื้อทุ่ง (เศรษฐี) แท้” ได้ไม่ยาก
เมื่อมองไปที่ผนังยังคงเห็นฝ้าดินกรุสีขาวนวล โดยบางจุดมี “รารัก” สีดำเหมือนสีขนกาน้ำ (ถ้าเป็นสีดำสนิทที่คล้ายหมึกจีน ครูจะบอกว่าไม่ใช่) รารักนี่แหละเป็นสิ่งที่ยืนยันความเป็นของเก่าที่มีอายุถึง 600 ปีได้อีกหนึ่งหลักฐาน
พลิกมาที่ด้านหลัง พื้นของพระไม่เรียบเหมือนกระดาษ แม้จะไม่มีริ้วกาบหมากหรือร่องรางใดๆ แต่มันกลับแสดงให้เห็นถึงความต่างระดับของพื้น ผสมกับฝ้าดินกรุและรารักในหลุมบ่อ นี่คือธรรมชาติของด้านหลังพระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่
พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีลายกนกที่สมบูรณ์และครบถ้วนอย่างที่เห็นได้ชัด ถ้าพระองค์นี้อยู่ในมือของเซียนใหญ่และถูกส่งต่อไปยังเจ้าสัว ราคาของมันตามกลไกตลาดถ้าต่ำกว่า 30 ล้าน ก็ถือว่าเป็นราคาที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ที่ได้ครอบครองพระซุ้มกอสภาพนี้ ไม่ว่าจะได้มาในราคาใด ก็ควรถือว่าเป็นผู้ที่ “มีบุญ” เพราะคำพูดที่ว่า “มึงมีกูไว้ไม่จน” จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายสำหรับบางคนไปเลย
พลายชุมพล
