เมื่อถึงวัยเกษียณ นอกจากการเตรียมความพร้อมด้านการเงินเพื่อใช้ในช่วงสูงวัยแล้ว การเตรียมพื้นที่ภายในบ้านหรือที่พักอาศัยให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายได้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
“อารยสถาปัตย์ หรือ Universal Design” เป็นแนวคิดในการออกแบบสิ่งแวดล้อมและสถานที่ต่างๆ ที่สามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอายุ เพศ หรือลักษณะทางร่างกาย โดยไม่ต้องมีการปรับเปลี่ยนการออกแบบเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหลักการนี้ได้กลายเป็นเทรนด์สำคัญในการออกแบบบ้านในปัจจุบันที่เน้นการรองรับการอยู่อาศัยของทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
ภาพจาก iStockนอกจากการเลือกซื้อบ้านในโครงการที่มาพร้อมกับ Universal Design แล้ว ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) ยังแนะนำการออกแบบและปรับปรุงพื้นที่บ้านเพื่อให้รองรับการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ และแก้ไขพื้นที่อันตราย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมั่นใจด้วยตัวเอง โดยมี 5 พื้นที่สำคัญที่ควรปรับปรุงในบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ดังนี้
1. ห้องนั่งเล่น
ห้องนี้เป็นพื้นที่ที่ผู้สูงอายุใช้เวลาทำกิจกรรมตลอดวัน ดังนั้นการออกแบบห้องควรให้มีอากาศถ่ายเทได้ดีและโปร่งสบาย เพื่อให้บรรยากาศสดชื่นตลอดเวลา ควรเพิ่มต้นไม้หรือเครื่องฟอกอากาศเพื่อเพิ่มความสดชื่นและอากาศที่สะอาด การเลือกเฟอร์นิเจอร์ควรคำนึงถึงความสะดวกในการใช้งาน และขนาดที่ไม่เกะกะห้อง ควรจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ชิดผนังเพื่อเพิ่มพื้นที่ว่าง และต้องไม่วางของที่พื้นเพื่อป้องกันการสะดุดล้ม รวมทั้งรองรับการใช้งานรถเข็นได้อย่างสะดวก
ภาพจาก iStockควรจัดวางสิ่งของที่ใช้ประจำวันหรือของที่จำเป็น เช่น ยา ไว้ในที่ที่สามารถเอื้อมถึงได้ง่าย เช่น โต๊ะ ชั้นวาง หรือในตู้ที่มีความสูงพอเหมาะ เพื่อไม่ให้ต้องก้มตัวมากเกินไปในการหยิบของ ซึ่งการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันจะช่วยให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความมั่นใจในการพึ่งพาตนเอง
2. ห้องนอน
ห้องนอนเป็นส่วนสำคัญของบ้านที่ผู้สูงอายุใช้เวลาพักผ่อนอย่างมาก ห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุควรตั้งอยู่ชั้นล่างเพื่อความสะดวกในการขึ้น-ลงบันได และควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สงบ มีความเป็นส่วนตัว พร้อมการระบายอากาศที่ดี โดยการออกแบบห้องควรครอบคลุมทุกความต้องการในการใช้ชีวิต เช่น
- พื้นห้องควรเลือกวัสดุที่ลดแรงกระแทกและไม่มีระดับพื้นที่แตกต่าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการสะดุดหรือหกล้ม
- เตียงนอนควรมีขนาดที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ปรับระดับความสูงได้ มีราวจับข้างเตียง และเลือกฟูกที่มีความนุ่มพอดี พร้อมพื้นที่ข้างเตียงขนาด 90-100 เซนติเมตร เพื่อรองรับการใช้งานรถเข็น หรือให้บุตรหลานสามารถเข้าไปดูแลได้สะดวก
- ติดตั้งราวจับในจุดที่มีการลุกนั่ง รวมถึงไฟส่องสว่างอัจฉริยะที่เปิด-ปิดอัตโนมัติตามการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยนำทางจากเตียงไปยังห้องน้ำ หรือเลือกใช้ไฟที่ควบคุมได้ด้วยรีโมต
- ควรมีโต๊ะข้างเตียงที่สามารถหยิบของได้สะดวก และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ เช่น ตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางของ ควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เพื่อให้การใช้งานสะดวก
- ไม่ควรมีธรณีประตูเพื่อป้องกันการสะดุด โดยควรเลือกใช้ประตูบานเลื่อนที่มีระบบรางแขวนด้านบน และตัวล็อกที่ใช้งานง่าย เพื่อรองรับการเข้า-ออกของรถเข็นได้อย่างสะดวก
ภาพจาก iStock3. ห้องน้ำ
ห้องน้ำเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการลื่นล้ม ควรมีขนาดห้องน้ำที่กว้างพอสมควร อย่างน้อย 200 เซนติเมตร เพื่อรองรับการใช้งานรถเข็น และควรมีการจัดแบ่งพื้นที่ในห้องน้ำเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน
- พื้นที่โซนแห้ง ควรเลือกใช้อ่างล้างหน้าที่แขวนติดผนังเพื่อรองรับน้ำหนักเมื่อผู้สูงอายุเท้าแขน หรือเลือกอ่างแบบฝังครึ่งเคาน์เตอร์เพื่อให้มีพื้นที่ใต้เคาน์เตอร์ที่สะดวกสำหรับการใช้รถเข็น ส่วนก๊อกน้ำควรเป็นแบบก้านโยกหรือก้านปัด และควรเลือกโถสุขภัณฑ์ที่มีระดับความสูงเหมาะสมและแบบนั่งราบ พร้อมติดตั้งราวจับข้างโถสุขภัณฑ์เพื่อช่วยในการลุกนั่ง
- พื้นที่โซนเปียก บริเวณที่นั่งอาบน้ำต้องมีความแข็งแรง ขนาดเหมาะสมกับผู้สูงอายุ และติดตั้งราวจับเพื่อช่วยในการลุกนั่ง ส่วนฝักบัวควรติดตั้งข้างที่นั่งและสามารถปรับระดับความสูงได้ พร้อมเลือกวาล์วเปิด-ปิดน้ำที่ควบคุมอุณหภูมิได้ ควรใช้กระเบื้องที่มีค่าความฝืด R10 หรือมากกว่านั้น หรือใช้น้ำยาทากันลื่นเคลือบกระเบื้องเพื่อป้องกันการลื่นเมื่อพื้นเปียก
ภาพจาก iStock4. พื้นที่ขึ้นลงบันได
หากห้องนอนของผู้สูงอายุอยู่บนชั้นสอง หรือมีความจำเป็นต้องขึ้นไปชั้นบนของบ้าน อาจทำให้เกิดปัญหาปวดเข่าเมื่อขึ้น-ลงบันได หรือมีความเสี่ยงที่จะสะดุดตกบันไดได้ ดังนั้นควรปรับบันไดทั้งภายในและภายนอกบ้านให้มีความกว้างที่เหมาะสม โดยขนาดของลูกตั้งบันไดไม่ควรเกิน 15 เซนติเมตร และลูกนอนควรกว้างไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร
ภาพจาก iStockควรทำให้จมูกบันไดมีสีที่แตกต่างจากพื้นผิวของบันไดเพื่อให้สังเกตเห็นได้ชัดเจน เมื่อใช้งาน ควรมีราวบันไดทั้งสองข้างในระยะ 80 เซนติเมตรจากพื้น และต้องมีแสงสว่างเพียงพอ อีกทั้งยังควรติดตั้ง “ลิฟต์บันได” เพื่อเพิ่มความสะดวกในการขึ้นลงสำหรับผู้สูงอายุโดยไม่ต้องเดินขึ้นเอง
5. สวนและภูมิทัศน์รอบบ้าน
พื้นที่สวนเป็นจุดที่ผู้สูงอายุชื่นชอบใช้เวลาพักผ่อนและทำสวนปลูกต้นไม้ในยามว่าง จึงควรจัดพื้นที่ให้ดูร่มรื่นและเป็นระเบียบเพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายใจในการทำกิจกรรมต่างๆ
ภาพจาก iStock- ทางเดินเข้าและสวนควรมีพื้นเรียบไม่ขรุขระ และไม่ควรปูด้วยหินที่อาจทำให้เกิดการสะดุดหรือลื่น หากสวนมีขนาดกว้าง ควรมีที่นั่งให้พักชมธรรมชาติพร้อมราวจับหรือเท้าแขนเพื่อช่วยในการลุกนั่งได้ง่ายขึ้น
- ถ้ามีทางลาดเข้าบ้าน ควรมีความชันไม่เกิน 1:12 และพื้นที่หน้าทางลาดไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร ควรมีขอบกั้นและราวจับตลอดทางลาด พร้อมพื้นผิวที่ไม่ลื่นหรือเทปกันลื่น เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการเดินหรือใช้รถเข็น
- หากผู้สูงอายุต้องการทำสวน ควรเลือกกระบะปลูกที่มีความสูงประมาณ 60-80 เซนติเมตร หรือการปลูกต้นไม้แนวตั้ง เพื่อลดการก้มเงยและลดความเสี่ยงจากการปวดหลังหรือหกล้ม
