คำถามที่หลายคนมักสงสัยคือ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากขึ้นและร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการขับรถหรือไม่
แม้ว่าร่างกายของผู้สูงอายุจะไม่แข็งแรงเหมือนช่วงวัยหนุ่มสาว แต่หลายคนก็ยังคงต้องการที่จะทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวเองและไม่อยากพึ่งพาผู้อื่น บางคนจึงเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว แม้ว่าอาจจะใช้บริการรถโดยสารสาธารณะบ้างบางครั้ง ซึ่งผู้สูงอายุบางคนก็ยังขับรถด้วยตัวเอง ทำให้เกิดคำถามว่าผู้สูงอายุสามารถขับรถได้ไหมและขับรถอย่างไรจึงจะปลอดภัย
คำตอบสำหรับคำถามนี้คือ อายุไม่ได้เป็นอุปสรรคในการขับรถ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือสภาพร่างกายของผู้ขับ หากร่างกายไม่พร้อมก็สามารถเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะการทำงานของประสาทสัมผัสทั้งการมองเห็น การได้ยิน และการควบคุมร่างกายที่ต้องพร้อมสำหรับการขับรถ
6 ข้อที่ผู้สูงอายุควรตรวจสอบก่อนขับรถเพื่อความปลอดภัย
ถึงแม้ว่าผู้สูงอายุที่มีร่างกายแข็งแรงพร้อมขับรถได้ แต่การขับรถอย่างปลอดภัยนั้นมีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เพื่อให้การขับขี่ของผู้สูงอายุปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งมี 6 เรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้
1. ตรวจสอบความพร้อมของร่างกาย
ความพร้อมของร่างกายคือปัจจัยหลักในการประเมินว่าผู้สูงอายุสามารถขับรถได้หรือไม่ หากสถานการณ์รุนแรงอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมในการขับขี่ อย่างไรก็ตาม สำหรับการประเมินทั่วไป ผู้สูงอายุควรมีสมองที่ชัดเจน ไม่มีความสับสน มีสมาธิ ตัดสินใจเร็วและแม่นยำ มีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว ประสานงานได้ดีระหว่างมือ ขา แขน และคอ มีกำลังกล้ามเนื้อเพียงพอ และการมองเห็นและการได้ยินยังคงปกติ หากมีปัญหาด้านใดด้านหนึ่งอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้

หากผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 85 ปี มีปัญหาด้านการมองเห็น หรือมีอาการของโรคต่างๆ เช่น สมองเสื่อม โรคตา โรคอัมพฤกษ์ โรคพาร์กินสัน โรคลมชัก โรคข้อเสื่อม หรือมีอาการจากโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ และต้องทานยาหลายชนิดเป็นประจำ ก็ควรหลีกเลี่ยงการขับรถ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
2. ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน
ก่อนที่ผู้สูงอายุจะขับรถ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถพร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์ อุปกรณ์ต่างๆ ต้องครบถ้วน ไม่มีการชำรุดหรือเสียหาย ตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง หม้อน้ำ และน้ำมันให้เพียงพอสำหรับการเดินทาง อย่าลืมพกใบขับขี่ ประกันภัยรถยนต์ และเอกสารสำคัญเกี่ยวกับรถติดตัวไปทุกครั้ง รวมถึงต้องสวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสมสำหรับการขับขี่

3. วางแผนการเดินทางล่วงหน้า
การวางแผนการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ ควรกำหนดเส้นทางที่ชัดเจนไปยังจุดหมายและหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ควรตรวจสอบสภาพการจราจรหรือหากมีการซ่อมบำรุงหรือก่อสร้างบนเส้นทาง หากไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง สามารถขอความช่วยเหลือจากบุตรหลานเพื่อเช็กสภาพเส้นทาง การขับรถระยะทางไกล ควรหยุดพักบ้างเพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนล้าเกินไป
4. ตรวจเช็กสภาพอากาศก่อนเดินทาง
หากต้องเดินทางไกลโดยเฉพาะไปต่างจังหวัด ควรตรวจสอบสภาพอากาศอย่างละเอียด โดยเฉพาะในฤดูฝน เพราะถนนอาจลื่นและทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย นอกจากนี้ช่วงเวลาที่ขับขี่ก็มีผลต่อความปลอดภัย ผู้สูงอายุไม่ควรขับรถในเวลากลางคืนเพราะการมองเห็นอาจไม่ชัดเจน หรือขับขี่ในสภาพอากาศไม่ดี เช่น มีฝุ่นควันมาก หากหลีกเลี่ยงปัจจัยเหล่านี้ได้ การขับรถของผู้สูงอายุก็จะปลอดภัยขึ้น
5. ขับรถตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
การขับรถตามกฎจราจรถือเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่ต้องปฏิบัติตาม ทุกคนควรทำตามกฎอย่างเคร่งครัด เช่น การขับรถด้วยความเร็วที่กำหนด การคาดเข็มขัดนิรภัย และการไม่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟ
6. การมีเพื่อนร่วมทาง
แม้ผู้สูงอายุสามารถขับรถได้ด้วยตนเอง แต่การมีเพื่อนร่วมทางก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในเส้นทางไกล เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด เพื่อนร่วมทางจะช่วยได้ทันที หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือช่วยขับได้เมื่อผู้สูงอายุรู้สึกอ่อนล้า

ทั้งหมดนี้เป็น 6 ข้อสำคัญที่ผู้สูงอายุต้องพิจารณาก่อนขับรถเพื่อความปลอดภัย หากทำตามข้อเหล่านี้อย่างเคร่งครัด ก็มั่นใจได้ว่าผู้สูงอายุจะสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยและไร้กังวล
แหล่งข้อมูลอ้างอิง : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาพประกอบ : iStock
