“ท้องนอกมดลูก” เป็นภาวะที่เกิดขึ้นในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก หรือคุณแม่ที่เคยตั้งครรภ์แล้ว โดยมีสาเหตุจากความเสี่ยงที่เคยท้องนอกมดลูกมาก่อน หรือมีการอักเสบของอุ้งเชิงกราน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ในการช่วยมีบุตรก็อาจเพิ่มความเสี่ยงท้องนอกมดลูกได้ มาดูกันว่าอาการของท้องนอกมดลูกเป็นอย่างไร เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สาเหตุของอาการท้องนอกมดลูก
อาการ “ท้องนอกมดลูก” เกิดขึ้นเมื่อถุงตัวอ่อนไปฝังในตำแหน่งที่ไม่ใช่โพรงมดลูก โดยทั่วไปแล้วถุงตัวอ่อนจะต้องฝังตัวในโพรงมดลูกเพื่อสร้างรกและเจริญเติบโตในนั้น แต่เมื่อถุงตัวอ่อนไปฝังในตำแหน่งอื่น ๆ จะทำให้คุณแม่รู้สึกปวดท้องและอาจมีเลือดออกเมื่อเนื้อเยื่อหลุดออก ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
บริเวณที่มักพบการท้องนอกมดลูก ได้แก่
- ประมาณ 95% ของกรณีเกิดขึ้นที่ท่อนำไข่
- ส่วนที่เหลือ 5% เกิดที่รังไข่ เยื่อบุช่องท้อง ปากมดลูก หรือแผลจากการผ่าตัดคลอดก่อนหน้า
3 สัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์นอกมดลูก

หากคุณแม่มีอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงและมีความสงสัยว่าอาจเป็นท้องนอกมดลูก แพทย์จะทำการตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็นการตั้งครรภ์ที่ท่อนำไข่หรือไม่ หากพบว่าอาการรุนแรง ก็อาจต้องทำการผ่าตัดเพื่อนำท่อนำไข่ที่มีการตั้งครรภ์ออก สัญญาณที่อาจบ่งชี้ว่ากำลังท้องนอกมดลูก ได้แก่
1. การขาดประจำเดือน
2. ปวดท้องน้อย
3. มีเลือดออกจากช่องคลอด
วิธีการตรวจสอบเมื่อสงสัยว่าเป็นท้องนอกมดลูก
หากคุณแม่มีอาการปวดท้องน้อยและเริ่มแสดงอาการ 3 สัญญาณที่อาจบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์นอกมดลูก คุณหมอจะทำการตรวจสัญญาณชีพเบื้องต้น ตรวจหน้าท้องและภายใน หากพบจุดที่มีอาการปวดจะส่งตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ โดยขั้นตอนการตรวจจะเป็นดังนี้
1. ตรวจสัญญาณชีพ
2. ตรวจหน้าท้องและตรวจภายใน
3. ตรวจเลือดเพื่อหาปริมาณเลือดที่มีอยู่ในช่องท้อง ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณกะบังลมและอาการปวด
4. ตรวจการตั้งครรภ์โดยใช้ปัสสาวะ
5. ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อหาถุงตั้งครรภ์
การตรวจเลือดเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์นอกมดลูก มีขั้นตอนอะไรบ้าง

- การตรวจหาอายุครรภ์
นอกเหนือจากการตรวจสัญญาณชีพและการตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อหาถุงตั้งครรภ์แล้ว การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับฮอร์โมน Beta Human Chorionic Gonadotropin (β-hCG) ก็เป็นวิธีที่ใช้ในการยืนยันการตั้งครรภ์ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจพบถุงตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกโดยการใช้คลื่นความถี่สูง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยในการประมาณอายุครรภ์ได้
- การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด
การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดแดงจะช่วยในการวัดความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว เพื่อใช้ในการวินิจฉัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพ
การตรวจพบท้องนอกมดลูกสามารถทำได้เมื่อครรภ์มีอายุเท่าไหร่?
การท้องนอกมดลูกสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ หรือในช่วง 3 เดือนแรก โดยมักจะพบถุงตั้งครรภ์ที่เกิดการฝังตัวผิดที่ในบริเวณรังไข่หรือท่อนำไข่ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต
หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนของการท้องนอกมดลูกคือการแท้งบุตร ผู้ที่เสียชีวิตจากภาวะนี้มักเกิดจากการวินิจฉัยที่ล่าช้า ดังนั้นคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ในช่วงต้นควรสังเกตอาการของตัวเอง และฝากครรภ์กับสูตินรีแพทย์ที่สามารถตรวจสอบและช่วยเหลือปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ได้
แหล่งที่มา : คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
