มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคมะเร็งอันดับ 3 ที่พบในคนไทย ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักรู้ตัวว่าตนเองเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อมีอาการผิดปกติจากการขับถ่าย เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด มูกเลือด ท้องผูก ปวดท้องขณะถ่าย หรืออุจจาระมีขนาดเล็กลง ซึ่งเมื่อพบโรคในระยะนี้แล้วอาจมีโอกาสเสียชีวิตสูง การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ หรือการไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติในระยะแรกเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะหากรู้เร็วและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โอกาสการหายขาดจากมะเร็งลำไส้ใหญ่จะสูงขึ้น วันนี้ในคอลัมน์ ศุกร์สุขภาพ เราจะมาแนะนำวิธีการรักษาของโรคนี้กัน
แนวทางการรักษา
ในปัจจุบัน การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่สามารถทำได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและความเหมาะสมของผู้ป่วย ซึ่งอาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน ดังนี้
1. การผ่าตัด เป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยจะเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมตามตำแหน่งของก้อนมะเร็ง
1.1 การตัดก้อนมะเร็งออกและเชื่อมต่อลำไส้ที่ยังคงทำงานได้ตามปกติ
1.2 การเปิดทวารเทียม เมื่อมะเร็งอยู่ที่ลำไส้ส่วนปลายที่ติดกับทวารหนักไม่สามารถเชื่อมต่อได้ จำเป็นต้องผ่าตัดปิดทวารและสร้างทวารเทียม โดยนำปลายลำไส้มาเปิดทางหน้าท้องเพื่อให้อุจจาระออกจากร่างกาย
1.3 ในกรณีที่โรคลุกลามมากจนเกิดการอุดตันของลำไส้ การผ่าตัดยกรำไส้และเปิดที่หน้าท้องเพื่อช่วยระบายของเสียจากลำไส้ หรือเมื่อมีเลือดออกจากก้อนมะเร็ง การผ่าตัดอาจช่วยแก้ไขภาวะเลือดออกในช่องท้องได้

การผ่าตัดมีประโยชน์ในกรณีมะเร็งระยะเริ่มต้นที่สามารถตัดก้อนออกได้ทั้งหมด หรือในระยะแพร่กระจายที่ไม่สามารถตัดได้ การผ่าตัดจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมของโรคที่แพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ และยังสามารถเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อที่ผิดปกติมาตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจหาความผิดปกติของยีนและวางแผนการรักษาเพิ่มเติมร่วมกับวิธีอื่นๆ
2. รังสีรักษา เป็นการรักษาที่ใช้รังสีเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในบริเวณที่มีโรค โดยอาจใช้ร่วมกับการผ่าตัดหรือเคมีบำบัด การฉายรังสีมีหลายวิธี เช่น
2.1 การฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็ง ซึ่งอาจไม่สามารถผ่าตัดได้หากไม่ทำการบำบัดล่วงหน้า
2.2 การฉายรังสีหลังการผ่าตัดเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็งที่อาจเหลืออยู่จากการผ่าตัด หรือกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ทั้งหมดและยังคงมีรอยโรคมะเร็ง เพื่อป้องกันการกลับมาของโรคมะเร็ง
2.3 การฉายรังสีเพื่อบรรเทาอาการเมื่อมะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะอื่น เช่น กระดูก ทำให้เกิดอาการปวด โดยทั่วไปการฉายรังสีจะใช้เวลา 5-6 สัปดาห์ และฉายวันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 5 วันในแต่ละสัปดาห์

3. การใช้ยาเคมีบำบัดและยามุ่งเป้า การใช้ยาสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การฉีดยาเข้าหลอดเลือดโดยตรง หรือการผสมยาในน้ำเกลือแล้วหยดเข้าทางหลอดเลือด หรือการรับประทานยาเม็ด การรักษาดังนี้
3.1 การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดของก้อนมะเร็ง ทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพมากขึ้น และแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง
3.2 การให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพื่อให้หายจากโรคหรือยืดระยะเวลาปลอดโรคให้นานที่สุด
3.3 การให้ยาเคมีบำบัดเพื่อประคับประคอง เมื่อโรคมะเร็งได้ลุกลามไปยังอวัยวะอื่น อาจทำให้มะเร็งไม่สามารถหายขาดได้ แต่การรักษาจะมุ่งหวังเพื่อควบคุมหรือบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น แพทย์อาจพิจารณาหยุดการรักษาหากไม่ได้ผล หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อผลข้างเคียงได้ โดยไม่มีการกำหนดจำนวนครั้งที่แน่นอนในการรักษา
ในปัจจุบัน การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่มีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยมีการใช้วิธีการรักษามุ่งเป้าที่เฉพาะเจาะจง เช่น การใช้ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibodies) เพื่อรักษามะเร็ง เช่น ยา Bevacizumab, Cetuximab, Panitumumab ซึ่งยานี้จะยับยั้งกระบวนการสร้างเซลล์มะเร็ง และมุ่งเน้นไปที่เซลล์มะเร็งประเภทนั้นๆ ดังนั้น ก่อนการรักษาด้วยยามุ่งเป้า ผู้ป่วยต้องตรวจหาความผิดปกติของยีนเฉพาะเช่น K-ras หากผลการตรวจพบว่าเป็น wild type การรักษาด้วยยาซีทูซิแมบ (Cetuximab) และพานิทูมูแมบ (Panitumumab) จะมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค แต่หากผลตรวจยีนเป็นชนิดกลายพันธุ์ (mutation) การใช้ยาจะไม่มีประโยชน์
@@@@@@@@
แหล่งข้อมูล
คุณประไพ เชิงทวี พยาบาลเฉพาะทางโรคมะเร็ง (ผู้ชำนาญการพิเศษ) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
รู้ทัน “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ตอน 1
ทำความเข้าใจ “มะเร็งลำไส้ใหญ่” ตอน 2
