หมอดื้อได้นำเสนอข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับการนอนหลับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการนอนน้อยหรือนอนมากเกินไปล้วนส่งผลเสีย การงีบหลับในช่วงกลางวันที่ยาวนานเกินครึ่งชั่วโมงหรือการงีบบ่อยครั้ง อาจบ่งชี้ถึงภาวะสมองเสื่อมและอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ การงีบหลับแล้วตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหันยังอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ อ่านเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์สุขภาพหรรษาของ Mytour โดยหมอดื้อ
การนอนหลับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์และมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสุขภาพร่างกายและสมอง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับเรื่องของความฝันอีกด้วย
ตามที่กล่าวกันมาตั้งแต่โบราณว่า 'นอนหลับฝันดี' แต่ในปัจจุบันพบว่าการนอนหลับที่มาพร้อมกับฝันร้าย (nightmare) หรือฝันผวา (night terror) ซึ่งอาจทำให้มีพฤติกรรมหวาดกลัว กรีดร้อง หรือแม้แต่ขยับแขนขาอย่างรุนแรง ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมที่เร็วขึ้น

รายงานในวารสาร Lancet eClinical Medicine วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2023 โดยภาควิชาประสาทวิทยาและศูนย์ Centre for Brain Health จากโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ระบุว่าเด็กทุกคนที่เกิดในอังกฤษในช่วงสัปดาห์เดียวกันของปี 1958 ได้รับการประเมินโดยการสัมภาษณ์มารดาเมื่อเด็กอายุ 7 ปีในปี 1965 และอายุ 11 ปีในปี 1969 เกี่ยวกับการประสบฝันร้ายหรือฝันผวาในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา... จากกลุ่มตัวอย่าง 6,991 คน ซึ่งเป็นผู้หญิง 51% พบว่า 78.2% ไม่มีฝันร้ายเลย 17.9% มีฝันร้ายบ้าง และ 3.8% มีฝันร้ายเป็นประจำ
ในปี 2008 เมื่อกลุ่มตัวอย่างอายุครบ 50 ปี พบว่ามี 262 รายที่มีภาวะความผิดปกติทางสมองด้านพุทธิปัญญา (cognitive impairment) และอีก 5 รายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคพาร์กินสัน
หลังจากปรับตัวแปรและปัจจัยร่วมต่างๆ แล้ว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการมีฝันร้ายบ่อยครั้งในช่วงวัยเด็ก มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเกิดความผิดปกติทางสมองในภายหลัง โดยความเสี่ยงนี้มีนัยสำคัญทางสถิติทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยมีฝันร้าย กลุ่มที่มีฝันร้ายเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมหรือโรคพาร์กินสันเมื่ออายุ 50 ปี สูงขึ้นถึง 85%
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสเพิ่มขึ้น 76% สำหรับภาวะสมองเสื่อม และสูงขึ้นถึงเจ็ดเท่าสำหรับการเกิดโรคพาร์กินสัน

ความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมในลักษณะนี้ยังพบได้ในกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ (older adults) แม้ว่าจะมีสุขภาพดีก็ตาม หากมีฝันร้ายอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นสี่เท่าเมื่อติดตามผลไปอีกประมาณ 10 ปี ส่วนในกลุ่มผู้สูงอายุมาก ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นสองเท่า ตามรายงานในวารสารเดียวกันจากสถาบันเดียวกัน วันที่ 21 กันยายน 2022
รายงานนี้ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มวัยกลางคนอายุระหว่าง 35 ถึง 64 ปี จำนวน 605 ราย และติดตามผลเป็นเวลา 13 ปี รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุมากที่มีอายุ 79 ปีขึ้นไป จำนวน 2,600 ราย และติดตามผลเป็นเวลา 7 ปี โดยได้ปรับปัจจัยตัวแปรต่างๆ อย่างครบถ้วน
ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานเพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างฝันร้ายฝันผวากับภาวะสมองเสื่อม
ประการแรก มีความเป็นไปได้ที่ฝันร้ายและฝันผวาอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อมหลายประเภท เช่น โรคพาร์กินสัน ภาวะสมองเสื่อมจาก Lewy bodies (dementia with Lewy bodies หรือ DLB) และโรคอัลไซเมอร์ ตามที่เคยมีรายงานมาก่อน สาเหตุอาจมาจากความเสื่อมของสมองบริเวณหน้าผากด้านขวา ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมและลดทอนอารมณ์เชิงลบระหว่างการฝันในระยะ REM sleep

การศึกษาต่อมาพบว่าในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน การเกิดฝันร้ายและฝันผวาบ่อยครั้งมีความสัมพันธ์กับความเหี่ยวของสมองบริเวณกลีบขมับและหน้าผากด้านขวา ทั้งในส่วนของเปลือกสมองและเนื้อสมองสีขาว (grey and white matter)
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าภาวะฝันร้ายในช่วง REM sleep อาจเกิดขึ้นก่อนอาการของโรคพาร์กินสันหรือ DLB ได้นานถึง 50 ปี อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างฝันผวาในเด็กอายุ 7 ปี ซึ่งสมองยังอยู่ในช่วงพัฒนาการ กับพยาธิสภาพที่อาจเกิดขึ้นในวัยเด็กนั้นยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน
ฝันร้ายและฝันผวาอาจเป็นปัจจัยหรือสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อมในภายหลัง ดังที่พบในกลุ่มประชากรวัยกลางคนและผู้สูงอายุ
กลไกที่เป็นไปได้อาจเกี่ยวข้องกับวงจรการนอนที่ไม่ต่อเนื่องและถูกรบกวนเป็นระยะ ส่งผลให้ระบบ glymphatic system ซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เป็นที่ทราบกันดีว่าการนอนหลับลึกจะช่วยขยายท่อระบายของเสียเหล่านี้ได้อย่างน้อย 60% และหากระบบนี้ทำงานไม่ดี จะทำให้เกิดการสะสมของโปรตีนพิษ เช่น อมิลอยด์ ทาว และอัลฟ่า ซินนูคลีอิน มากขึ้นเรื่อยๆ
การนอนที่ไม่สนิทและฝันผวาตั้งแต่เด็กอาจขัดขวางพัฒนาการทางสมอง ทำให้สมองมีศักยภาพลดลง และเสี่ยงต่อการถูกทำลายได้ง่ายขึ้นเมื่อมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงปัจจัยทางพันธุกรรม

แม้ว่าการศึกษานี้จะเป็นการวิเคราะห์จากการติดตามผลระยะยาว แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายกลไกได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้าม
การบรรเทาภาวะฝันร้ายและฝันผวาในช่วง REM sleep ซึ่งมักประกอบด้วยภาพและอารมณ์เชิงลบ เช่น ความก้าวร้าว ความขัดแย้ง ความล้มเหลวในชีวิต และความรู้สึกกลัว โกรธ หรือเศร้า สามารถทำได้ผ่านการบำบัดด้วยการปรับเปลี่ยนภาพฝัน (Imagery reversal therapy) โดยนักจิตวิทยา ซึ่งสอนให้เปลี่ยนฝันร้ายให้เป็นฝันที่ดีขึ้น คล้ายกับการวาดภาพฝันใหม่ ในระหว่างการบำบัด จะมีการเปิดเสียงคลอในเวลากลางวันเพื่อสร้างจินตภาพเชิงบวก และในเวลากลางคืนขณะนอนหลับก็จะเปิดเสียงคลอเช่นกัน วิธีการนี้ได้รับการทดสอบโดยทีมวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์กับผู้ที่มีปัญหาฝันร้าย 36 ราย และพบว่ามีประสิทธิภาพที่น่าพอใจ
สรุปได้ว่าการนอนที่ดีไม่ใช่แค่การนอนครบ 6 ถึง 8 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงคุณภาพการนอนที่หลับลึก ไม่ถูกรบกวน และปราศจากฝันร้าย ฝันผวา หรือฝันผจญภัย
การฝึกเจริญสติด้วยวิธีเชิงบวก ไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถือเป็นเส้นทางสู่ความสงบสุขอย่างแท้จริง
หมอดื้อ
สามารถคลิกเพื่ออ่านคอลัมน์ "สุขภาพหรรษา" เพิ่มเติมได้ที่นี่
