"เด็กอ้วนดูน่ารัก" เป็นคำพูดที่หลายคนคุ้นเคย แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว หากไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ การมีน้ำหนักเกินมาตรฐานจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ปัจจุบัน สถานการณ์โรคอ้วนในเด็กทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยพบว่า 1 ใน 10 ของเด็กไทยมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และอายุที่เด็กเริ่มเป็นโรคอ้วนก็ลดลงเรื่อยๆ
สาเหตุของโรคอ้วนในเด็กคืออะไร?
โรคอ้วนในเด็กชนิดปฐมภูมิ (primary obesity) เกิดจากการที่เด็กได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าที่ร่างกายใช้ในชีวิตประจำวันหรือการเจริญเติบโต พฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนชนิดนี้ ได้แก่ การบริโภคอาหารพลังงานสูง น้ำตาลสูง หรือกินในปริมาณมาก ขณะที่ขาดการออกกำลังกายหรือกิจกรรมทางกาย ใช้เวลาส่วนใหญ่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์และแท็บเล็ต นอกจากนี้ การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันที่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลิฟต์ บันไดเลื่อน และรถยนต์ ทำให้เด็กมีโอกาสเดินหรือวิ่งน้อยลง
โรคอ้วนชนิดทุติยภูมิ (secondary obesity) พบได้น้อยกว่าชนิดปฐมภูมิ และเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือฮอร์โมน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาตามสาเหตุที่แท้จริง
จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยทางโภชนาการในช่วงต้นของชีวิต ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคอ้วนในเด็ก หากมารดามีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเกินไปหรือเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ สิ่งแวดล้อมในครรภ์จะเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ทารกเกิดมามีขนาดตัวใหญ่และเสี่ยงต่อโรคอ้วนมากขึ้น หลังคลอด นมแม่ถือเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับทารก โดยงานวิจัยระบุว่า ทารกที่ได้รับนมแม่มีโอกาสเป็นโรคอ้วนน้อยกว่าทารกที่ดื่มนมผง เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารที่เหมาะสมและฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมสมดุลพลังงานในร่างกาย
วิธีสังเกตว่าลูกเป็นโรคอ้วนหรือไม่?
การวินิจฉัยโรคอ้วนในเด็กจะพิจารณาจากน้ำหนักและส่วนสูงเทียบกับกราฟการเจริญเติบโตมาตรฐาน เด็กจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอ้วนเมื่อน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานตามส่วนสูง ซึ่งเกณฑ์นี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามวัยและพัฒนาการของเด็ก
พ่อแม่สามารถตรวจสอบน้ำหนักและส่วนสูงของลูกได้จากกราฟการเจริญเติบโตในสมุดคู่มือสุขภาพมารดาและทารก สำหรับเด็กอายุ 0-5 ปี โดยการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง แล้วนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับกราฟเพื่อประเมินว่าลูกมีน้ำหนักเหมาะสมหรือเสี่ยงต่อโรคอ้วน
สำหรับเด็กอายุ 5-19 ปี โรงเรียนจะมีการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงทุกภาคการศึกษา เพื่อประเมินการเจริญเติบโตเทียบกับกราฟมาตรฐานของเด็กในวัยเดียวกัน กระบวนการนี้ช่วยคัดกรองเด็กที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน พร้อมให้คำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน
โรคอ้วนในเด็กอันตรายแค่ไหน?
เด็กที่เป็นโรคอ้วนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต
นอกจากการเพิ่มความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังแล้ว โรคอ้วนในเด็กยังส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบกระดูกและข้อ ระบบทางเดินหายใจ และอื่นๆ อีกหลายระบบ

น้ำหนักที่มากเกินไปส่งผลต่อข้อต่อและกระดูกของเด็ก ทำให้เกิดอาการปวดข้อ โดยเฉพาะบริเวณสะโพก เข่า และข้อเท้า ซึ่งเป็นจุดที่รับน้ำหนักตัวในชีวิตประจำวัน เด็กที่เป็นโรคอ้วนอาจมีภาวะขาโก่งหรือขาเก โดยเฉพาะหากมีน้ำหนักเกินมาตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากกระดูกที่ยังไม่แข็งแรงพอไม่สามารถรับน้ำหนักที่มากเกินไปได้ ส่งผลให้เกิดความผิดรูปของขาและปัญหาข้อเข่าในระยะยาว
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบหายใจพบได้บ่อยในเด็กที่เป็นโรคอ้วน เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณทรวงอกหนาขึ้น ทำให้ปอดและทรวงอกขยายตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะเมื่อนอนหงาย ส่งผลให้เกิด "ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น" เด็กจะมีอาการกรนเสียงดัง หยุดหายใจเป็นช่วงๆ ขณะนอนหลับ และระดับออกซิเจนในเลือดลดลงเป็นพักๆ สิ่งนี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็ก ทำให้เด็กไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอในเวลานอน ตื่นเช้ามาอาจรู้สึกไม่สดชื่น ง่วงนอนตอนกลางวัน และส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้
นอกจากนี้ เด็กที่เป็นโรคอ้วนอาจพบภาวะไขมันสะสมในตับ ซึ่งนำไปสู่ตับอักเสบ รวมถึงปัญหาการทำงานของไตอันเนื่องมาจากความดันโลหิตสูง เด็กหลายคนที่ป่วยเป็นโรคอ้วนมักถูกล้อเลียนหรือถูกกลั่นแกล้ง ส่งผลให้เกิดความนับถือตนเองต่ำ โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล และกระทบต่อการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน
สัปดาห์หน้าเราจะมาพูดถึงวิธีการรักษาและป้องกันโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจไม่ควรพลาด รอติดตามกันนะคะ
แหล่งข้อมูล
ผศ.ดร.พญ.อรพร ดำรงวงศ์ศิริ หัวหน้าสาขาวิชาโภชนาวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
