กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อดาราสาวคนดังถูกปลดจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์ จนทำให้เจ้าตัวต้องออกมาชี้แจงกันอย่างรวดเร็ว คำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัยก็คือ ค่าตัวพรีเซ็นเตอร์ในปัจจุบันสูงแค่ไหนกันแน่....
ราคาของดารา เซเลบ และไฮโซแบ่งกันอย่างไร? เกณฑ์ในการเลือกพรีเซ็นเตอร์เป็นอะไร? ดาราคนไหนที่รับค่าตัวแพงที่สุด? และคำถามอื่นๆ อีกมากมาย ด้านล่างนี้ Mytour ออนไลน์มีคำตอบให้คุณ
จิณณ์ เผ่าประไพ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท CJ WORX ครีเอทีฟ ดิจิทัล เอเจนซี่ ซึ่งเป็นดิจิทัล เอเจนซี่ที่เลือกใช้ Influencer ไทยในแคมเปญไอศกรีมเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้อธิบายว่า ตั้งแต่ซีเจเวิร์คเริ่มใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ มีการใช้คนที่มีอิทธิพลไม่เพียงแค่ดาราศิลปินที่รู้จักกันดี แต่รวมถึงคนธรรมดาที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการในหลายๆ ด้าน

การแบ่งกลุ่มของบุคคลที่ทำหน้าที่ดึงดูดลูกค้าให้เลือกใช้แบรนด์ต่างๆ สามารถแบ่งเป็นกลุ่ม A+, A, B, C และ D ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีระดับความดังและแฟนคลับที่ติดตามต่างกัน ซึ่งจะสะท้อนออกมาจากยอดการเห็นแบรนด์ในโลกโซเชียล โดยเฉพาะเมื่อคนเหล่านี้แชร์หรือโพสต์เกี่ยวกับแบรนด์นั้นๆ สิ่งที่ตามมาก็คือผลตอบแทนที่สัมพันธ์กับยอดแฟนคลับในโลกโซเชียลในทุกวันนี้ โดยมีดาราศิลปินเป็นส่วนหนึ่งที่มีผลงานการแสดงและเพลง ฯลฯ
เซเลบริตี้ คือบุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมและวงการต่างๆ โดยมีประวัติที่ดีทั้งในแง่ของฐานะการศึกษา และวงการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลงานที่ประสบความสำเร็จในสาขาที่ตัวเองเชี่ยวชาญ

แบรนด์แอมบาสเดอร์ คือผู้ที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล ซึ่งไม่ใช่แค่การถ่ายภาพหรือโปรโมตสินค้า แต่ต้องสะท้อนภาพลักษณ์และไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสมกับแบรนด์ โดยมีข้อกำหนดที่เข้มงวด เช่น ห้ามใช้สินค้าแบรนด์คู่แข่งในที่สาธารณะ และรักษาภาพลักษณ์ที่เหมาะสม ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ค่าจ้างที่ได้รับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับพรีเซ็นเตอร์
การเลือกแบรนด์แอมบาสเดอร์ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่กลุ่ม A+ และ A โดยมีราคาขึ้นอยู่กับการเจรจาและปัจจัยต่างๆ ของแบรนด์ การเป็นพรีเซ็นเตอร์จะพบเห็นได้ในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ A+ ไปจนถึง D ขึ้นอยู่กับงบประมาณในการโฆษณาของแต่ละแบรนด์

สำหรับเรตราคาของดาราและนักแสดงในกลุ่ม A+ ที่มีชื่อเสียงและผลงานที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะผู้ที่มีผู้ติดตามมากมายในโซเชียลมีเดีย ราคาของการเป็นพรีเซ็นเตอร์จะเริ่มต้นที่ 8 หลักหรือประมาณ 10 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับแต่ละดีลและเงื่อนไขของแบรนด์ หากเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ราคาอาจสูงขึ้นไปอีก
สำหรับกลุ่ม A ซึ่งรองลงมาจาก A+ จะเป็นดาราหรือเซเลบที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และมีผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียจำนวนมาก ราคาของการเป็นพรีเซ็นเตอร์จะอยู่ที่ประมาณ 7 หลักต้นๆ โดยขึ้นอยู่กับความดังและกระแสของตัวบุคคลในช่วงนั้น ถ้าโพสต์สินค้าหรือคลิปวิดีโอลงในโซเชียลก็จะอยู่ที่ 6 หลักต่อครั้ง

กลุ่ม B เป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่ได้โด่งดังเท่ากับกลุ่ม A หรือมีชื่อเสียงระดับ A+ แต่ก็ยังคงเป็นที่รู้จักและร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รับสินค้าหลายประเภทและมีการแสดงผลงานอย่างต่อเนื่อง ราคาของการเป็นพรีเซ็นเตอร์ในกลุ่มนี้อยู่ที่ 7 หลักต้นๆ ขณะที่การโพสต์สินค้าในโซเชียลมีเดียจะอยู่ที่ 6 หลัก และจะลบโพสต์หลังจาก 7-15 วัน
กลุ่ม C และ D ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น บล็อกเกอร์ที่มีเว็บไซต์รีวิว, ยูทูบเบอร์ที่สร้างคอนเทนต์ หรือเน็ตไอดอลในอินสตาแกรมที่มีผู้ติดตามหลักหมื่นถึงแสนคน โดยกลุ่ม C จะเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างและมีคนติดตามในไอจีหลักแสนคน ราคาของการโพสต์สินค้าในโซเชียลมีเดียจะอยู่ที่ 5 หลักต้นๆ และการเป็นพรีเซ็นเตอร์จะอยู่ที่หลักแสนต้นๆ ถึงกลางๆ ขึ้นอยู่กับความดังและเงื่อนไขของแบรนด์

สำหรับกลุ่ม D ซึ่งยังคงเป็นที่รู้จักในวงแคบๆ และผลงานยังไม่เป็นที่นิยมในวงกว้างนั้น คนติดตามในไอจีอาจอยู่ที่หลักหมื่นปลายๆ ถึงหลักแสนต้นๆ โดยมักจะรู้จักในแวดวงเฉพาะ ราคาของการโพสต์สินค้าในไอจีจะเริ่มต้นที่หลักพันจนถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและการจัดการ
“การตั้งราคาของอินฟลูเอ็นเซอร์ในแต่ละกลุ่มจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขของแบรนด์หรือบุคลิกของตัวอินฟลูเอ็นเซอร์เอง เช่น บางคนไม่รับโพสต์ลงไอจี รับแค่การเป็นพรีเซ็นเตอร์, บางคนอาจไม่จับสินค้า แต่โพสต์แค่ภาพหรือยืนข้างๆ แบรนด์ก็ได้ ราคาก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามความสามารถในการต่อรอง การมีแฟนคลับจำนวนมาก และช่องทางในการเผยแพร่ เช่น หากมีผู้ติดตามไอจีเป็นล้าน หรือมีแฟนเพจในเฟซบุ๊กที่ติดตามจำนวนมาก การคำนวณค่าจ้างก็จะมีมูลค่าที่สูงขึ้น”

สุดท้ายนี้ เขากล่าวว่า การเลือกพรีเซ็นเตอร์หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ รวมถึงการโพสต์งานในแต่ละครั้งนั้น ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์และบุคลิกของอินฟลูเอ็นเซอร์ว่าตรงกับแบรนด์หรือไม่ และแฟนคลับที่ติดตามก็ต้องเป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าและบริการของแบรนด์นั้นๆ ส่วนการยกเลิกการเป็นพรีเซ็นเตอร์หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์นั้น จะขึ้นอยู่กับการทำสัญญาระหว่างแบรนด์และอินฟลูเอ็นเซอร์ตามข้อตกลงที่ได้ระบุไว้
