จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสอนให้แพทย์ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการ “อ่อนน้อมถ่อมตน และเห็นคุณค่าในผู้อื่น โดยไม่ดูถูกใคร” ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ อดีตกรรมการแพทยสภา และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มองว่า หากทุกคนปฏิบัติต่อกันด้วยความเอื้ออาทรและให้เกียรติกัน ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ ก็จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดี จึงได้นำพระราชดำรัสนี้มาปรับใช้กับแพทย์และบุคลากรในศิริราช เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและญาติได้ แพทยสภาจึงเห็นสมควรนำพระบรมราโชวาทนี้มาพัฒนาเป็นหลักสูตร “ธรรมาภิบาลสำหรับผู้บริหารทางการแพทย์ (ปธพ.)” โดยร่วมมือกับสถาบันพระปกเกล้า เพื่อสร้างธรรมาภิบาลในวงการแพทย์และสังคมไทยตามแนวทางพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปัจจุบันเปิดอบรมมาแล้วถึงรุ่นที่ 5

ในพิธีเปิดอบรมหลักสูตรนี้ นายกแพทยสภา “ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา” และ พล.อ.ต.นพ.อิทธิพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตร จะนำผู้เข้าอบรมไปถวายสักการะสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบัน ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ รพ.ศิริราช ในวันมหิดล ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กันยายนของทุกปี
ในโอกาสนี้ ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับธรรมาภิบาล” ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของหลักสูตร ปธพ. แก่ผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 5 ที่ห้องบรรยายอวย เกตุสิงห์ รพ.ศิริราช โดยกล่าวว่า สมเด็จพระบรมราชชนก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารจัดการที่ดี และทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง

สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับคุณสมบัติของการเป็นแพทย์ แก่สมาชิกสโมสรแพทย์แห่งจุฬาฯ ซึ่ง นพ.อุดมกล่าวว่า ตนเห็นว่าสามารถนำไปใช้ได้กับทุกอาชีพ คือ ต้องมีความมั่นใจในความสามารถของตนเอง แต่ไม่ใช่การอวดดี ซึ่งเป็นปัญหาของคนเก่งและของชาติ คือต้องเก่งและดี แต่ไม่ใช่อวดดี, เป็นที่ไว้วางใจระหว่างแพทย์ด้วยกัน คือ การทำงานเป็นทีม มีความเข้าใจกัน และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ป่วย ไม่ว่าเราจะอยู่ในอาชีพใด หากมี 3 สิ่งนี้ก็จะประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสอนลูกศิษย์ว่าผลสำเร็จของการเรียนรู้ไม่ใช่แค่ในปัจจุบัน แต่ต้องนำไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อมนุษยชาติ และขอให้เห็นประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับสอง ประโยชน์ส่วนรวมเป็นอันดับหนึ่ง ลาภทรัพย์และเกียรติยศจะตามมาเอง หากรักษาธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในพระราชดำรัสที่จะครองแผ่นดินโดยธรรมมาตลอดรัชกาล สิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องคือการยึดถือทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด ทรงเสียสละประโยชน์ส่วนพระองค์เพื่อความสุขของประชาชน พระองค์ทรงปฏิบัติตามที่ทรงประกาศไว้อย่างจริงจัง เช่น ทรงศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ก่อนจะทรงดำเนินการใดๆ พระองค์จะทรงเชิญผู้เกี่ยวข้องมาหารือ ทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน, ทรงมองภาพรวมและแก้ไขปัญหาจากจุดเล็กๆ, ทรงเน้นความประหยัดเรียบง่ายแต่ได้ประโยชน์สูงสุด, ทรงใช้เทคโนโลยีแต่ไม่ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี, ทรงส่งเสริมการมีส่วนร่วม, การพึ่งพาตนเอง, ความพอเพียง, ความซื่อสัตย์สุจริต, การทำงานด้วยความสุข, ความเพียรพยายาม, และความสามัคคี นอกจากนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ยังเน้นถึงความพอประมาณ มีเหตุผล ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่ใช่การประหยัดจนขี้เหนียว แต่เป็นการดำเนินชีวิตบนพื้นฐานของเหตุผล

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวในตอนท้ายว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนเสมอว่าให้อ่อนน้อมถ่อมตน และเห็นคุณค่าในผู้อื่น อย่าดูถูกใคร พระองค์ทรงให้เกียรติทุกคน ทรงปฏิบัติหน้าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะประทับที่โรงพยาบาลศิริราช พระองค์ยังทรงตรวจงานและทรงเห็นปัญหาการจราจรติดขัด จึงมีพระราชดำริให้สร้างทางคู่ขนานลอยฟ้า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเคยทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่างของความรับผิดชอบ ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินที่ต้องดูแลประชาชน และในฐานะพลเมืองที่ดีที่เห็นโอกาสในการพัฒนาประเทศ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยก็ทรงลงมือทำ จนเกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ หากเรานำแนวทางของพระองค์ไปปรับใช้ จะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น มีประโยชน์ และสร้างความสุขอย่างแท้จริง
