หลังจากที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง และมีประเด็นร้อนเกิดขึ้นแทบทุกวัน สำหรับรายการเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ ซีซั่น 3 ก็เกิดดราม่าหลังจบรายการ เมื่อมีผู้แสดงความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับกรณีของ จิมมี่ สุรชัย มาลัยยะ หนึ่งในสมาชิกทีมของโค้ชคิ้ม "เจนนิเฟอร์ คิ้ม" ที่ไม่ผ่านเข้ารอบไฟนอล เรื่องราวยังไม่ทันจางหาย ก็มีผู้เข้าแข่งขันโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ทำให้โค้ชแสตมป์ อภิวัชร์ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กกันอย่างกว้างขวาง...
ก่อนหน้านี้ที่เกิดประเด็นดราม่าในรายการเดอะวอยซ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (18 พ.ย.57) Mytourออนไลน์ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโฆษณาชุดใหม่ของแบรนด์ชุดชั้นใน 'Wacoal' ที่เต็มไปด้วยความสวยงามและความเย้ายวนใจของผู้หญิง ภายใต้คอนเซปต์ 'ผู้หญิง...สวยที่สุดจากภายใน' ในงานนี้ เราได้พบกับ 'หนุ่มก้อง-สหรัถ สังคปรีชา' หรือ 'โค้ชก้อง' จากรายการเดอะวอยซ์ ไทยแลนด์ และเราไม่พลาดที่จะถามถึงเบื้องหลังของเวทีเดอะวอยซ์มาให้ทุกคนได้รู้กัน
"ผมคิดว่าการแข่งขันมันคล้ายกับการเล่นหมากรุกนะ ต้องใช้ความคิด ต้องรอบคอบ แข็งแกร่ง และรู้ทันไหวพริบของคู่แข่งถึงจะชนะได้ ในการแข่งขัน เราต้องคัดเลือกนักร้องที่แข็งแกร่งที่สุด ต้องรู้ทันกลยุทธ์และท่าทีของฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด เพื่อที่จะสามารถคว่ำกระดานหมากของอีกฝ่ายได้" โค้ชก้องกล่าวกับเราแบบนั้น
Q : รู้สึกอย่างไรที่ได้มาเป็นโค้ชให้ The voice ?
รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และประทับใจที่ได้เห็นพี่น้องชาวไทยมีทักษะการร้องเพลงที่ยอดเยี่ยมมากมาย รู้สึกสงสัยว่าคนเก่งๆ เหล่านี้หายไปอยู่ที่ไหน พอได้มาจัดรายการนี้เป็นปีที่ 3 ก็ยิ่งพบว่าคนไทยมีความสามารถด้านการร้องเพลงมากมาย รู้สึกภูมิใจในคนไทยของเราอย่างที่สุด

Q : เสน่ห์ของรายการนี้อยู่ที่ไหน...ทำไมคนถึงต้องดู The voice ?
ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นความสดใหม่และความสนุกสนานครับ มันเป็นความลงตัวของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งเคมีระหว่างโค้ชทั้ง 4 คน นักร้องที่สมัครเข้ามาก็มีความสามารถ ทีมงานด้านแสง สี เสียง ก็ทำงานได้ดีมาก เสียงที่ออกมาก็ชัดเจนและมีคุณภาพ ส่วนตัวผมคิดว่าทุกส่วนมีบทบาทสำคัญหมด มันคือเสน่ห์ที่ทำให้คนติดตามรายการนี้ ไม่ใช่แค่เพราะโค้ชที่สนุก หรือนักร้องที่เสียงดี หรือแสงสีที่สวยงาม มันต้องรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน จริงๆ แล้วต้องเริ่มตั้งแต่คนที่คิดรายการนี้ขึ้นมา เขาคิดเกมที่สนุก พอได้มาทำก็เจอทีมงานที่ดี ทุกอย่างลงตัว มันต้องรวมพลังจากทุกคน
Q : มีผู้สมัครเข้ามานับพัน ใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินผู้สมัคร (เสียงดีหรือไม่ดีอย่างไร) ?
ง่ายๆ เลยครับ ก็ใช้ผมเป็นตัวกำหนด ผมมีมาตรฐานของนักร้องอยู่แล้ว (หัวเราะ)

Q : คุณกำหนดมาตรฐานของนักร้องเสียงดีและมีคุณภาพไว้ที่ระดับไหน ?
ผมใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์ในการตัดสินนะครับ แค่ร้องเพลงหรือเล่นดนตรีแล้วทำให้คนฟังรู้สึกมีความสุข พอได้ยินแล้วยิ้มตามได้ อาจไม่ต้องร้องเก่งมาก แต่ก็ไม่แย่จนเกินไป อยู่ในระดับที่ฟังแล้วเพลินๆ ยิ้มได้แบบมีความสุข ก็ถือว่าใช้ได้แล้วล่ะ
Q : จากผู้สมัครกว่าพันคน เวลาได้ยินเสียงร้องหรือเห็นการแสดงครั้งแรก คุณรู้สึกว่า 'ใช่' ทันทีหรือเปล่า ?
คนที่ผมกดปุ่มหันหน้ามาก็ใช่แทบทุกคนเลยครับ (หัวเราะ) ยิ่งคนที่โค้ชทุกคนหันหน้ามาพร้อมกันนี่ ยิ่งตัวดีเลย

Q : มีปัจจัยอะไรบ้างที่ใช้ในการเลือกเพลงสำหรับการแข่งขันระหว่างสมาชิกในทีมเดียวกัน ?
ส่วนใหญ่ผมจะคุยกับตัวเด็กก่อน เพราะผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าเด็กแต่ละคนชอบอะไร ชอบแนวเพลงแบบไหน เนื่องจากเราเพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้ง วิธีที่ดีที่สุดคือให้เขาบอกผมเองว่าชอบแนวไหน เป็นอย่างไร แล้วค่อยมาปรับรวมกัน ช่วยกันระดมความคิดกับทีมมิวสิก ไดเรคเตอร์ ตัวโค้ช และตัวเด็กเอง ผมไม่ใช่คนที่ชอบบังคับว่าต้องร้องเพลงแบบที่ผมชอบ หรือต้องร้องแนวนี้ มันไม่ควรเป็นแบบนั้น...
Q : คุณสอนเทคนิคการร้องเพลงให้ลูกทีมอย่างไร ?
จริงๆ แล้วเทคนิคขั้นสูงผมไม่ค่อยได้สอนนัก เพราะทุกคนที่มาถึงจุดนี้ต่างก็มีความสามารถพื้นฐานอยู่แล้ว ผมมักจะสอนเรื่องการควบคุมจังหวะและน้ำหนักของคำร้องในบางช่วงมากกว่า เช่น บางจุดควรเน้นหนัก-เบา-สั้น-ยาว หรือบางจุดไม่ต้องใส่เยอะ หรือบางจุดสามารถร้องเต็มที่ได้ เริ่มจากน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณนี้
นอกจากนี้ ผมยังสอนเรื่องการควบคุมความตื่นเต้นและอารมณ์ด้วย เพราะบางครั้งเวลาซ้อมทำได้ดีมาก แต่พอขึ้นเวทีจริงกลับเสียคะแนนไปเยอะ โดยเฉพาะเวทีใหญ่ๆ อย่าง The voice ที่มีคนดูเป็นล้าน ยิ่งทำให้ตื่นเต้นและประหม่ามากขึ้น จึงต้องควบคุมสติและอารมณ์ให้ได้ นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก ผมพยายามบอกเด็กทุกคนว่าไม่ต้องคิดว่านี่คือ The voice หรือรายการแข่งขันทีวี การร้องเพลงคือศิลปะ มันคือการสร้างความสุขให้คนฟัง อย่าคิดแต่เรื่องการแข่งขันหรือการเอาชนะ เพราะถ้าคิดแบบนั้นจะทำให้จิตใจไม่สงบ กังวล และแสดงออกมาได้ไม่ดี

Q : คุณสอนเทคนิคการควบคุมโทนเสียง (เสียงสูง-เสียงต่ำ) อย่างไรบ้าง ?
เราจะให้เด็กๆ ลองฝึกร้องเพลงก่อน ถ้าเสียงสูงสุดไม่ถึง หรือเสียงต่ำเกินไปจนทุ้ม ผมก็ต้องปรับคีย์เพลงใหม่เลย เช่น ถ้าผมฟังแล้วรู้สึกว่าโน้ตสูงสุดเกินไป ผมก็ลดคีย์ลง สมมติเพลงนี้คีย์เอ ผมก็ลดลงมาเป็นเอแฟลช เพื่อให้เขาร้องโน้ตสูงสุดได้สบายๆ ไม่ต้องฝืนตัวเอง ถ้าขึ้นสูงไม่ไหวก็ลดคีย์ลงมาแค่นั้นเอง (ยิ้ม)
Q : ช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจคัดคนออกจากทีมเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนกลัวและกังวลมากที่สุด คุณใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสิน ?
ผมต้องมองภาพรวมในการเลือกใครอยู่หรือใครออก เช่น ต่อไปผมและลูกทีมจะต้องเจออะไรบ้าง ผมจะเหลือใคร คู่แข่งของลูกทีมผมเป็นใคร แล้วเราจะสู้กับเขาได้ไหม ผมต้องดูโค้ชคนอื่นๆ ด้วยว่าเขามีใครเป็นอาวุธที่จะมาสู้กับทีมของผม แล้วผมจะใช้ลูกทีมคนไหนเป็นอาวุธสู้กลับ ผมไม่สามารถมองแค่ด้านเดียวได้ว่าใครเสียงดีกว่า หรือแสดงอารมณ์ได้ดีกว่าแล้วให้ผ่าน เพราะทุกคนที่มาถึงจุดนี้ต่างก็เก่งและมีมาตรฐานอยู่แล้ว บางทีผมรู้สึกว่ามันเหมือนการจัดทัพ ผมเป็นแม่ทัพที่ต้องมีพลปืนแม่น และพลม้าเร็ว ผมต้องดูว่าฝ่ายตรงข้ามมีอะไร แล้วผมจะส่งลูกทีมคนไหนไปสู้

Q : คุณรู้สึกสงสารไหมเวลาที่ต้องตัดใครออกจากทีม ?
ความรู้สึกสงสารมีแน่นอนครับ ผมเชื่อว่าโค้ชทุกคนในโลกก็รู้สึกแบบนี้ เพราะเราทำงานด้วยกัน อยู่ด้วยกัน และสอนกันมา ผมอยากให้ทุกคนดีและผ่านเข้ารอบหมด ทุกคนตั้งใจมาก ผมรู้สึกเสียดายและสงสาร ผมไม่อยากตัดใคร แต่ด้วยกฎกติกาที่มี ผมก็ต้องทำตามนั้น
ในฐานะที่โค้ชก้องเป็นนักร้องมืออาชีพและเป็นโค้ชกิตติมศักดิ์ให้กับ The voice มานานถึง 3 ปี อยากให้คุณเผยเคล็ดลับการร้องเพลงบนเวทีให้ชนะใจกรรมการ ทั้งในด้านเสียงร้องและการแสดงอารมณ์ รวมถึงข้อควรระวังในการร้องเพลง…
โค้ชก้องกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าจะร้องเพลงอะไรหรือขึ้นเวทีไหน ถ้าอยากให้ผลงานออกมาดีที่สุด เราต้องควบคุมสติในขณะนั้นให้ได้มากที่สุด อย่าเขิน อย่าอาย และต้องควบคุมอารมณ์ขณะร้องเพลงให้ดีที่สุด ทำตามธรรมชาติที่เราฝึกมา กำจัดความกังวลและความกลัวออกไป อย่าให้ใครเห็น… เมื่อขึ้นเวทีแล้วต้องทำทุกอย่างอย่างมืออาชีพ ควบคุมความตื่นเต้น และร้องเพลงจากความรู้สึกภายในให้มากที่สุด กรรมการจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เราถ่ายทอดผ่านบทเพลง และเห็นภาพรวมจากสิ่งที่เราแสดงออกมา
สำหรับข้อควรระวังในการร้องเพลง โค้ชก้องคิดว่าความตื่นเต้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเมื่อทุกคนไปถึงจุดนั้น ทุกคนต่างก็เก่งและมีความสามารถอยู่แล้ว ความเก่งนั้นแน่นอนว่าโอเคอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือการควบคุมตัวเองในโมเมนต์นั้นให้ได้มากที่สุด

Q : เทคนิคการเตรียมตัวก่อนแข่งขันร้องเพลงมีอะไรบ้าง ?
ทำจิตใจให้สงบ ลดความตื่นเต้นและควบคุมความประหม่ามากที่สุด รวมถึงเลือกเพลงที่เหมาะกับตัวเองที่สุด ถ้าคุณชอบเพลงลูกทุ่งหรือนักร้องลูกทุ่ง ก็เลือกเพลงแนวลูกทุ่งที่คุณคิดว่าร้องได้ดีและถนัดที่สุดในชีวิต ไม่ต้องฝืนตัวเองไปร้องเพลงอาร์แอนด์บี แสดงความเป็นตัวตนของคุณให้ชัดเจน เป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด แค่นี้ก็พอแล้ว
Q : สุดท้ายนี้ อยากเชิญชวนคนที่มีความฝันให้กล้าออกมาตามหาความฝันของตัวเองสักหน่อย ?
ผมคิดว่ารายการ The voice เป็นรายการที่เปิดกว้างที่สุดสำหรับคนที่รักการร้องเพลง อย่าลืมว่าก่อนจะเข้าทีม โค้ชทั้ง 4 คนไม่เห็นหน้าตาของคุณเลย ผมเชื่อว่าหลายคนร้องเพลงเก่งและดี แต่บางทีอาจติดอยู่ที่ความกังวลหรืออายในรูปลักษณ์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเตี้ย ล่ำ ดำ หรืออ้วน ไม่กล้ามา เพราะรายการอื่นๆ ต้องเห็นหน้าตา แต่ที่นี่ไม่สนเลย เพราะโค้ชทั้ง 4 คนจะไม่เห็นคุณเลย ขอแค่คุณมีเสียงดี ร้องเพลงเก่ง และรักการร้องเพลงเท่านั้น มาเลยครับ ไม่ว่าคุณจะเตี้ย ล่ำ ดำ หรืออ้วนแค่ไหนก็มาได้หมด...มาลองดูกัน!
ขอบคุณภาพจากแฟนเพจ TheVoiceThailand
