เหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงวัย 13 ปี ซึ่งถูกข่มขืนและสังหารบนรถไฟ ก่อนจะถูกโยนออกทางหน้าต่าง ได้สร้างความเศร้าโศกและความโกรธแค้นให้กับคนไทยทั่วประเทศ "Mytourออนไลน์" เคยนำเสนอวิธีป้องกันตนเองจากเหตุร้ายดังกล่าว เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก วันนี้เราจะมาย้อนดูอีกครั้ง เพื่อเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขัน...
หลักการสำคัญของความปลอดภัยคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้าย สำหรับผู้หญิง การป้องกันตัวคือการหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง 3 ประการ ได้แก่ 1.สถานที่อันตราย 2.เวลาที่ไม่ปลอดภัย 3.บุคคลที่น่าสงสัย หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ โอกาสปลอดภัยจะสูงถึง 95% แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ โอกาสปลอดภัยจะเหลือเพียง 5% ซึ่งต้องอาศัยสติสัมปชัญญะ, อุปกรณ์ป้องกันตัว และทักษะการต่อสู้ที่เคยฝึกฝนมา

ดังนั้น หากตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง โอกาสรอดปลอดภัยเหลือเพียง 5% ควรปฏิบัติตัวดังนี้
1.ตั้งสติให้มั่นคง หายใจเข้าลึกๆ เพื่อให้สมองได้รับออกซิเจนเพียงพอและตื่นตัว
2.หากยังไม่ถูกคุกคามอย่างใกล้ชิด ให้พยายามหาทางหลบหนีให้เร็วที่สุด
3.ประเมินสภาพแวดล้อม หากเป็นพื้นที่โล่ง เช่น ทุ่งนา ป่าไผ่ หรือห้องแคบ โอกาสรอดจะแตกต่างกัน โดยห้องแคบอาจทำให้โอกาสรอดน้อยลง
4.หากเป็นเวลากลางคืน ให้วิ่งไปยังพื้นที่ที่มีแสงสว่าง หากระยะทางไกล ควรหลีกเลี่ยงการตะโกนเรียกความช่วยเหลือ เพราะอาจทำให้เหนื่อยและคนร้ายสามารถตามหาเราได้จากเสียงที่ดังออกมา
5.หากประเมินแล้วว่าหนีไม่ทัน ให้มองหาที่ซ่อนที่คนร้ายไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น ใต้รถยนต์ หรือกอไผ่ รวมทั้งมองหาวัตถุที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้ เช่น ท่อนไม้ ปากกา ลูกกุญแจ ก้อนหิน หรือกิ่งไม้ เพื่อเตรียมป้องกันตัว
6.หากอยู่ในห้องแคบ ให้ตะโกนเรียกความช่วยเหลือด้วยคำพูดที่ดึงดูดความสนใจ เช่น ร้องว่า "ไฟไหม้"
7.หากไม่สามารถหลบหนีได้และถูกคนร้ายจับตัวไว้ โอกาสรอดจะเหลือเพียง 1% อย่าปล่อยให้คนร้ายทำให้คุณหมดสติ เพราะหากหมดสติ โอกาสรอดจะเหลือ 0% และอาจถูกสังหารได้
8.การไม่ยอมให้คนร้ายทำให้หมดสติคือ หากถูกล็อกคอจนหายใจไม่ออก ในช่วงเวลาชีวิตนั้น คนร้ายจะพยายามทำให้คุณหยุดดิ้นหรือหยุดร้อง ซึ่งอาจบีบคอจนเสียชีวิตหรือทำร้ายจนหมดสติ คุณต้องหยุดดิ้นและบอกว่า "ยอมแล้ว อย่าฆ่าฉัน ฉันมีลูกเล็กและแม่แก่ที่ต้องดูแล" เพื่อหวังว่าคนร้ายจะปล่อยมือ
9.หากคนร้ายมีอาวุธอันตราย เช่น มีดหรือปืน ไม่ควรต่อสู้ แต่ควรบอกว่ายอมแล้วเพื่อเป็นการถ่วงเวลา
10.หากคนร้ายปล่อยมือ ให้รีบสูดหายใจเพื่อฟื้นแรง แล้วพยายามเจรจาต่อรอง เช่น แสร้งทำเป็นยอมและบอกให้คนร้ายใจเย็นลง
11.ลองต่อรองกับคนร้ายว่าอย่าข่มขืน หากมีทรัพย์สิน เช่น สร้อยหรือแหวน ให้ถอดออกและบอกว่า "เอาไปเลย ปล่อยฉันไป ฉันจะไม่แจ้งตำรวจ" เพื่อหวังว่าคนร้ายจะเปลี่ยนใจ
12.หากการต่อรองไม่เป็นผล ให้แสร้งทำเป็นยอมและบอกว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะสม ควรหาที่ที่ดีกว่านี้ เพื่อเป็นการถ่วงเวลา
13.ระหว่างการเจรจา ให้บอกว่าคุณเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือกำลังมีประจำเดือน และเสนอทรัพย์สินแทน เช่น บัตร ATM พร้อมให้รหัสปลอม เพื่อหวังว่าคนร้ายจะไม่ข่มขืน
14.หากคนร้ายยังพยายามข่มขืนอีก ให้แสร้งทำเป็นยอมจูบและรอจังหวะกัดลิ้นคนร้ายให้เร็วและแรงที่สุด จากนั้นรีบดิ้นหลุดออกมา มิฉะนั้นอาจถูกทำร้ายจนเสียชีวิต
15.หากคนร้ายขอให้ช่วยสำเร็จความใคร่ ให้ใช้จังหวะที่คนร้ายถอดกางเกง เตะบริเวณขาหนีบให้เร็วและแรงที่สุด แล้วรีบวิ่งหนี
16.หากถูกคนร้ายกดทับตัวไว้ ในพื้นที่ป่าหรือพื้นดิน ให้ใช้กิ่งไม้หรือปากกาที่ซ่อนไว้ทิ่มตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี หรือหากเป็นพื้นทราย ให้กำทรายขว้างใส่ตาคนร้ายในระยะใกล้ เพื่อให้เข้าตาและรีบวิ่งหนี
17.หากทำทุกวิถีทางแล้วยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกข่มขืนได้ ขอให้รักษาชีวิตไว้เพื่อแจ้งความกับตำรวจและนำคนร้ายมาลงโทษในภายหลัง
18.หากเหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องพักของคุณ ควรเตรียมอาวุธไว้ในจุดที่สามารถหยิบใช้ได้ทันที และใช้การเจรจาเพื่อถ่วงเวลา เช่น บอกว่าควรใส่ถุงยางอนามัยก่อน แล้วรีบวิ่งเข้าห้องน้ำ ล็อกประตู และตะโกนว่า "ไฟไหม้" เพื่อเรียกร้องความสนใจ
19.อย่ารอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน ควรหาเวลาไปเรียนคอร์สการป้องกันตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์คับขัน และลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด
ข้อมูล: พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง
