
เทคนิคสำคัญที่เซียนระดับสูงมักถ่ายทอดให้เซียนรุ่นน้องในอดีต พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ของแท้นั้น องค์พระที่อยู่กลางเส้นซุ้มโค้งจะต้องมีลักษณะเอียงไปทางซ้าย (ด้านซ้ายขององค์พระคือด้านขวาของเรา) หากไม่เป็นไปตามนี้ถือว่าเป็นพระปลอม
นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่าเส้นซุ้มของพิมพ์ใหญ่ต้องมีความหนาและนูนคล้ายหวายที่ถูกผ่า หากเส้นซุ้มเล็กและบางเกินไป ถือว่าไม่ดี
คำสอนนี้ถือว่าดีและไม่ควรถูกตั้งคำถาม เพราะเป็นลักษณะเฉพาะของพระสมเด็จแท้บางองค์ อย่างไรก็ตาม หากยึดตามหลักนี้อย่างเคร่งครัด อาจทำให้พลาดพระแท้อีกหลายองค์ไปได้
ลักษณะของเส้นซุ้มและองค์พระที่เอียงไปทางซ้ายนั้น เกิดจากการตัดขอบตามแนวเส้นกรอบที่เรียกว่า “กรอบกระจก” โดยเส้นกรอบกระจกด้านซ้ายของพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่มาตรฐานหลายพิมพ์นั้น ช่างแกะมักเริ่มจากมุมบนลงมาจรดเส้นซุ้มซ้าย และหายไปบริเวณกลางถึงปลายลำพระกร
ในความเป็นจริงแล้ว พระสมเด็จพิมพ์ใหญ่หลายองค์ถูกตัดตามเส้นกรอบ ทำให้เห็นลักษณะเอียงซ้าย แต่ก็มีหลายองค์ที่ตัดให้องค์พระและซุ้มตั้งตรง และมีบางองค์ที่ตัดกรอบให้เห็นเป็นเอียงขวา
ลองดูตัวอย่างพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ในคอลัมน์นี้...เริ่มจากแม่พิมพ์ องค์นี้มีเส้นซุ้มและองค์พระเอียงขวา และบังเอิญว่าเส้นซุ้มของพิมพ์นี้ค่อนข้างเล็กเรียวบาง...ไม่หนานูนเหมือนหวายผ่า...แต่ก็ต้องเข้าใจว่านี่คืออีกหนึ่งพิมพ์ใหญ่มาตรฐาน
ทั้งกรณีที่เอียงขวาและเส้นซุ้มเล็กบาง...จึงไม่ใช่ข้อบ่งชี้ว่าเป็นพระที่ “ผิดพิมพ์” สามารถหาภาพพระแท้ในวงการมาเทียบเคียงได้หลายองค์
ตัวชี้วัดพระแท้อีกข้อคือเนื้อหา...องค์นี้มีผิวและเนื้อละเอียด สีเหลืองคล้ำ จากฝ้ารักที่หลุดลอกไปเกือบหมด เหลือให้เห็นเป็นแผ่นหนาระหว่างฐานชั้นสองและสาม ก้อนขาว เม็ดแดง กากดำ...ค่อยๆส่องดูก็จะพบ นี่คือมวลสารหลักที่พระสมเด็จวัดระฆังแท้ควรมี
จุดเด่นพิเศษขององค์นี้อยู่ที่ด้านหลัง ซึ่งเห็นแนวร่องที่เรียกว่า “กาบหมาก” นี่คือลักษณะหลังที่ครูตรียัมปวายกล่าวว่า “ต้องโฉลก” และ “หาดูยาก” เมื่อได้เห็นแล้ว ควรดูซ้ำๆ ให้คุ้นตาไว้
พระสมเด็จวัดระฆังที่ซื้อขายกันในราคาสูงในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีเนื้อขาวอมเหลืองอ่อน...การหาองค์ที่มีหลังเข้าโฉลกนั้นหายากมาก
ปัจจุบันมีพระปลอมที่ทำเลียนแบบหลังกาบหมากออกมาเป็นจำนวนมาก และใกล้เคียงกับของแท้จนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
แต่หลังกาบหมากของพระสมเด็จวัดระฆังแท้นั้นยังมีคุณสมบัติอื่นๆอีกหลายประการ เช่น ในร่องลึกยังมีคราบรักหนาและฝ้ารักบางๆติดอยู่ สีสันมีทั้งเข้มและจางแตกต่างกันไป...นี่คือลักษณะธรรมชาติของพระแท้ที่ต้องจดจำ
นอกจากนี้ยังมีขอบมุมทั้งสี่ด้านที่สึกกร่อนไปตามธรรมชาติของพระที่ผ่านการสัมผัสและใช้งานมาโดยตลอด...ไม่มีร่องรอยของการขูด ขัด ฝน หรือแต่งแต้มด้วยของมีคมใดๆ
ลักษณะธรรมชาติของผิวและเนื้อดังกล่าวนี้ “ตรียัมปวาย” ได้อธิบายไว้ในหัวข้อ “โผฏฐัพสัมผัส” ซึ่งหมายถึง “การสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือ” ว่า
สำหรับเนื้อพระที่นุ่มและมีผิวมัน เนื่องจากผ่านการใช้งานมานาน หรือเนื้อที่เคยลงรักเก่ามาก่อน แต่บริเวณที่รักเก่าหลุดออกไปแล้ว ไม่พบฝ้านวลลักษณะคล้ายแป้งโรย และไม่พบรอยแตกลายงา ซึ่งบ่งชี้ว่าเนื้อพระนุ่มมากและยังมีส่วนผสมของน้ำมันตังอิ๊วหรือน้ำมันจันทน์หลงเหลืออยู่ในเนื้อ
เนื้อพระที่นุ่มทั้งสองลักษณะนี้ หากใช้ปลายนิ้วมือที่สะอาดและไม่มีเหงื่อสัมผัสเบาๆ จะรู้สึกถึงความนุ่มของผิวเนื้อได้อย่างชัดเจน
นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของประสบการณ์ “ระดับครู” ที่ต้องค่อยๆเรียนรู้และทำความเข้าใจ...ด้วยมือและสายตาของตัวเอง
พลายชุมพล
