
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ สภาพสึกช้ำแต่ยังคงความงดงาม ในคอลัมน์วันนี้ เราจะไม่พูดถึงแม่พิมพ์มาตรฐานที่คุ้นตา แต่จะมาพูดถึงเนื้อหาที่น่าสนใจแทน...
องค์พระมีเนื้อละเอียด สีขาวนวลเหมือนนมข้น ใช้ทฤษฎีของครูตรียัมปวาย ซึ่งเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นเนื้อเกสรดอกไม้
สิ่งที่สะดุดตาคือ “เม็ดแดงสามก้อนใหญ่” โดยก้อนแรกถูกฝังไว้บนฐานชั้นแรก ส่วนอีกสองก้อนอยู่บนฐานชั้นที่สอง ซึ่งเป็นฐานสิงห์ที่คมชัด...ปรากฏการณ์เช่นนี้หาได้ยากในพระสมเด็จวัดระฆังทั่วไป
ที่เคยเห็นกันบ้างคือเม็ดแดงก้อนเล็กๆ ที่ฝังอยู่ทั่วไป บางครั้งก็โผล่ตามขอบข้างขององค์พระ
เมื่อพลิกดูด้านหลัง...พบ “ก้อนขาวขนาดใหญ่” จำนวนสี่เม็ด เรียงจากบนลงมาถึงกลาง นี่เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์หายาก เพราะโดยทั่วไปในพระสมเด็จวัดระฆังองค์อื่น มักพบก้อนขาวเพียงหนึ่งหรือสองก้อนเท่านั้น
ตามหลักการพิจารณาพระสมเด็จวัดระฆัง ทั้งเม็ดแดงและก้อนขาวถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยในการวิเคราะห์
หากพบเม็ดแดงสองเม็ดในตำแหน่งที่ไม่รบกวนลายพิมพ์ขององค์พระ...นอกจากจะช่วยยืนยันความแท้แล้ว ยังเพิ่มความน่าสนใจและเสน่ห์ให้กับองค์พระอีกด้วย
หากยังไม่เชื่อ ลองเปิดดูหนังสือพระเครื่องของนักสะสมชื่อดังหรือองค์ครูในวงการดู
ลองสังเกตเม็ดแดงทั้งสามเม็ดอีกครั้ง เม็ดแดงเหล่านี้มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า สมเด็จท่านได้อ่านศิลาจารึกที่กำแพงเพชร และพบกรุพระซุ้มกอ (เฉพาะเจาะจงที่ซุ้มกอ ทำไมไม่พูดถึงพระพิมพ์อื่น?) ท่านได้นำพระที่หักมาบดผสมลงในเนื้อพระสมเด็จที่ท่านสร้างในเวลาต่อมา
แต่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งซึ่งเขียนไว้ในหนังสือพระสมเด็จของสำนักพิมพ์มหาโพธิ์ ไม่เชื่อในคำบอกเล่านั้น ท่านให้ความเห็นว่า น่าจะเป็นเศษเตาอิฐที่ใช้เผาปูนเปลือกหอย (ปูนที่ผสมในเนื้อพระสมเด็จ ช่างมักเรียกปูนเพชร) คำอธิบายนี้ดูมีเหตุผลและน่าเชื่อถือมากกว่า
เศษอิฐจากเตาเผาที่ปนอยู่ในเนื้อพระสมเด็จ...ผ่านเวลามากว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปี เนื้ออิฐและเนื้อพระสมเด็จเป็นวัสดุต่างชนิดกัน จึงมีร่องรอยการแยกตัวออกจากกัน ไม่สามารถรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้
เมื่อส่องดูเนื้ออิฐสีแดงด้วยแว่นขยาย จะเห็นรังสีสีแดงเรืองรอง...ซึ่งตัดกับสีขาวของเนื้อพระอย่างชัดเจน
ในความเป็นจริง...เม็ดแดงเป็นหนึ่งในสามมวลสารหลัก...ในเนื้อพระสมเด็จ นอกจากนี้ยังมี “กากดำ” ซึ่งชื่อบ่งบอกว่าเป็นวัสดุชิ้นเล็กๆ อาจเป็นเถ้าก้านธูปหรือวัสดุมงคลอื่นๆ
มาถึงก้อนขาวทั้งสี่เม็ดขนาดใหญ่ที่ด้านหลังองค์พระ...ขอย้ำอีกครั้งว่า ก้อนขาวเหล่านี้คือเม็ดปูนเพชร...ที่เกาะกลุ่มกันอย่างแน่นหนา ไม่ยอมผสมกลมกลืนกับน้ำมันตังอิ้ว ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีความข้นเหนียวสูง เมื่อรวมอยู่ในองค์พระเดียวกัน จึงแข็งตัวและแยกออกจากเนื้อพระ...มีร่องรอยให้เห็นชัดเจน
เมื่อส่องแว่นขยายอย่างละเอียด จะสังเกตเห็นชิ้นรักน้ำเกลี้ยงฝังตัวอยู่ ชิ้นรักที่อยู่ในหลุมร่องหรือซอกเล็กๆลึกๆภายในองค์พระ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยยืนยันความแท้ของพระได้อีกทางหนึ่ง
หากย้อนกลับมาพิจารณาเรื่องมวลสารต่างๆในองค์พระสมเด็จอีกครั้ง นอกจากกากดำ เม็ดแดง และก้อนขาวแล้ว ยังมีกรวดสีเทา เกล็ดสีฟ้า เกล็ดสีเหลือง ชิ้นผ้า และอื่นๆ หากองค์พระยังคงสภาพผิวเดิม ไม่สึกช้ำ ก็อาจมองไม่เห็นมวลสารเหล่านี้
แต่หากผิวพระเปิดออกเนื่องจากสึกช้ำ มักจะเห็นมวลสารทั้งเม็ดเล็กเม็ดใหญ่...ผมคาดว่าสภาพที่เห็นด้วยตานี้เอง ทำให้ครูตรียัมปวายเรียกเนื้อพระลักษณะนี้ว่า เนื้อกระยาสารท
หากใช้หลักการนี้กับพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่องค์ในคอลัมน์วันนี้ เนื่องจากด้านหน้าขององค์พระมีเม็ดแดงสามเม็ด และด้านหลังมีก้อนขาวสี่ก้อน รวมกับมวลสารเล็กน้อยอื่นๆในองค์พระ ก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นเนื้อกระยาสารท
แต่จากที่เคยเห็นมา...เนื้อกระยาสารทมักมีมวลสารหยาบๆคละเคล้าปนกัน ไม่เห็นเป็นเม็ดหรือก้อนใหญ่สามเม็ดสี่เม็ดอย่างที่พบในองค์นี้
พลายชุมพล
