พระสมเด็จ พิมพ์เกศบัวตูม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ โดย อิทธิ ชวลิตธำรง.
วันหยุดสุดท้ายของสงกรานต์ปีนี้มาถึง ผู้คนเริ่มกลับสู่ชีวิตปกติที่เปลี่ยนไปเพราะโควิด แต่สำหรับข้าพเจ้า ชีวิตยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น old normal หรือ new normal คือการเข้า สนามพระวิภาวดี (ที่ไม่เคยหยุดตลอด 25 ปี) เพื่ออัปเดตแฟนคลับเกี่ยวกับพระเครื่องเด็ดๆ
เริ่มต้นด้วยพระสมเด็จ พิมพ์เกศบัวตูม สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากวัดระฆังฯ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพิมพ์ที่พบได้ยากมาก มีจำนวนไม่ถึง 10 องค์ รวมถึงองค์นี้ที่ถูกส่งต่อระหว่างผู้ครอบครอง ซึ่งล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพระสมเด็จโดยตรง
เนื่องจากพระพิมพ์เกศบัวตูมนี้มีรูปทรงองค์พระที่สมบูรณ์งดงาม พิมพ์พระที่ชัดเจน เนื้อพระที่เต็มไปด้วยมวลสาร (ก้อนขาว) ก้อนผงพุทธคุณ (เกล็ดแดง) เกล็ดเนื้อพระพิมพ์กรุลานทุ่งเศรษฐี และ (ก้านดำ) ชิ้นเนื้อมวลสารสีดำ ที่เชื่อกันว่าเป็นก้านธูปหรือเกล็ดเนื้อกระดานชนวนป่น
มวลสารพิเศษที่บ่งบอกถึงความเป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ คือชิ้นผ้าจีวร ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทุกคนยืนยันว่าต้องมีอยู่ในเนื้อพระบางส่วน เช่นองค์นี้ ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของ เสี่ยเพชร–อิทธิ ชวลิตธำรง แม้ชิ้นผ้าจีวรจะหลุดหายไป แต่รอยลายผ้ายังคงฝังแน่นในเนื้อพระ ส่องเห็นชัดเจนบริเวณพื้นเนื้อในซุ้มเหนือเข่าขวาขององค์พระ จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ทำให้ผู้คนในวงการมั่นใจ
องค์ที่สองคือพระนางพญาพิมพ์เข่าโค้ง จากวัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นของ เดอะโจ๊ก ลำพูน
พระองค์นี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เดิม ผิวเนื้อทั่วองค์มีร่องรอยการใช้งานให้เห็น โดยเฉพาะในส่วนลึกยังมีคราบกรุและฝ้าขาวราดำ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่บ่งบอกถึงอายุและยุคสมัย การพบพระในสภาพเช่นนี้ปัจจุบันหายากมาก ยิ่งเป็นองค์ที่เพิ่งเข้าสนามพระใหม่ๆ แบบนี้แทบไม่เคยเห็นมานาน
คาดว่าไม่นานพระองค์นี้จะกลายเป็นพระในฝัน เช่นเดียวกับพระพิมพ์ใหญ่ในชุดพระเบญจภาคี ที่ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งหาได้ยาก ทุกครั้งที่มีออกมาก็มีเสียงบ่นว่าแพง แต่สุดท้ายก็ถูกซื้อเก็บเงียบไปอยู่กับเจ้าของตัวจริงทุกองค์ องค์นี้ก็คงไม่ต่างกัน
พระนางพญา พิมพ์เทวดา วัดนางพญา.ต่อมาเป็นพระนางพญาพิมพ์เทวดาจากวัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในพิมพ์เล็กยอดนิยมที่ได้มาตรฐาน พบครั้งแรกในกรุองค์พระเจดีย์วัดนางพญาเมื่อปี พ.ศ. 2444 ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ เสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก
พระที่พบในกรุสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 พิมพ์ ได้แก่ 1. พิมพ์ใหญ่เข่าโค้ง 2. พิมพ์ใหญ่เข่าตรง 3. พิมพ์ใหญ่อกนูน 4. พิมพ์ใหญ่พิเศษ (เข่าบ่วง) 5. พิมพ์กลางสังฆาฏิ 6. พิมพ์เล็ก (อกนูน)
พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง วัดนางพญา ของ โจ๊ก ลำพูน.และ ๗.พิมพ์เล็กเทวดา (อกแฟบ) แบบองค์นี้ ซึ่งในอดีตมีคุณค่าเพียงเป็นพระแจกหรือพระแถม เรียกว่า “พระน้ำจิ้ม” เนื่องจากมีขนาดเล็กมาก จึงไม่เป็นที่นิยมในวงการพระเครื่องยุคนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ชายเป็นผู้สนใจและใช้บูชาคู่ตัว
ส่วนพระนางพิมพ์เล็กนั้นมีจำนวนมาก หาได้ง่าย บางครั้งก็แจกฟรี จึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
แต่เมื่อเวลาผ่านไป พระพิมพ์ใหญ่เริ่มหายาก จึงทำให้พระพิมพ์เล็กได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะยังพอมีให้พบเห็นและสะสมได้ไม่ยาก ปัจจุบันจึงกลายเป็นพระที่ขาดแคลนเนื่องจากความต้องการสูง โดยเฉพาะผู้หญิงระดับผู้นำองค์กรที่นิยมพระเครื่องชั้นดีเพื่อเสริมสิริมงคลและสร้างความมั่นใจ ทำให้ “พระนางพญา” กลายเป็นพระเครื่องที่ผู้หญิงไทยพร้อมจ่ายราคาสูง จนผู้ชายหลายรายต้องยอมแพ้
พระกริ่ง ๗๙ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ ของ อิทธิ ชวลิตธำรง.ต่อมาเป็นพระกริ่ง พ.ศ. ๒๔๗๙ สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสเทว) จากวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ พระกริ่งชื่อดังแห่งวัดสุทัศน์ ที่ท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสเทว) ทรงสร้างขึ้น ขณะดำรงตำแหน่งสมเด็จพระวันรัต ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ. ๒๔๗๙
พระองค์นี้เป็นเนื้อนวโลหะ แบบเนื้อในแดงกลับขาว แต่ผิวนอกกลับเป็นสีเทา ถูกตกแต่งอย่างประณีตโดยช่างประสาร ศรีไทย ซึ่งองค์นี้เป็นของ เสี่ยอิทธิ ชวลิตธำรง
พระชัยวัฒน์ เฉลิมพล พิมพ์ต้อ พ.ศ. ๒๔๘๔ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ ของ สุธีร์ นาคทอง.อีกหนึ่งรายการคือพระชัยวัฒน์ เฉลิมพล พิมพ์ต้อ พ.ศ. ๒๔๘๔ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) จากวัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ ซึ่งสร้างขึ้นในวันเพ็ญ พ.ศ. ๒๔๘๔ ขณะที่ท่านดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช โดยนายช่างหรัส พัฒนางกูรเป็นผู้เททอง
พระองค์นี้สร้างขึ้นโดยส่วนพระองค์เพื่อประทานแด่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร หรือพระองค์ชายกลาง ตามคำทูลขอ เนื้อพระเป็นโลหะผสมเงินพดด้วง ภายในมีสีเหลืองแกมขาว แต่ผิวภายนอกกลับเป็นสีดำ องค์นี้เป็นของ เสี่ยสุธีร์ นาคทอง
พระพุทธรูปบูชา สมัยเชียงแสน สิงห์ ๓ หน้าตัก ๑๓ นิ้ว ของ ดร.ปัณณ วิชญ์ พิบูลย์ธนารมย์.รายการถัดไปคือพระพุทธรูปบูชา พุทธศิลป์สมัยเชียงแสน สิงห์ ๓ จากพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ขนาดหน้าตัก ๑๓ นิ้ว ของ ดร.ปัณณวิชญ์ พิบูลย์ธนารมย์
พระองค์นี้เป็นพระแท้ที่แสดงถึงยุคสมัยและศิลปะที่สมบูรณ์แบบ ด้วยฝีมือช่างชั้นสูง ที่สำคัญเป็นพระเนื้อเปิดที่เห็นเนื้อแท้ซึ่งเป็นโลหะสัมฤทธิ์ผสม มีแสงรัศมีที่ดูมีพลังและศักดิ์สิทธิ์
พระแบบนี้หาได้ยาก เจ้าของที่เห็นคุณค่าจึงอาราธนาไปประดิษฐานเพื่อให้ทุกคนได้บูชาที่สถานปฏิบัติธรรม เรือนพระปัณณวิชญ์
พระปิดตา พิมพ์ชะลูดเล็ก เนื้อเมฆสิทธิ์ หลวงปู่ทับ วัดอนงค์ ของ สถิต ราชบุรี.อีกหนึ่งสำนักคือพระปิดตาเมฆสิทธิ์ พิมพ์ชะลูดหลวงพ่อทับ จากวัดอนงคารามวรวิหาร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพระปิดตาเนื้อเมฆสิทธิ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด
เนื่องจากหลวงพ่อทับเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิชาอาคมและเชี่ยวชาญในการเล่นแร่แปรธาตุ จนสามารถสร้างตำรับโลหะเมฆสิทธิ์ที่มีอานุภาพในตัวเอง
เมื่อนำมาสร้างเป็นวัตถุมงคลและองค์พระหลากหลายแบบ ทั้งพระลูกอม พระชัยวัฒน์ พระพิมพ์ปางซ่อนหา และพระปิดตา ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งแบบที่ไม่มีการแต่งเติมและแบบที่แต่งเติมอย่างองค์นี้ของ เสี่ยสถิต ราชบุรี โดยมีรอยจารอักขระเป็นเครื่องยืนยันความแท้จริง
คชสีห์งาแกะ (ตัวครู) หลวงพ่อหอม วัดชากหมาก ของ เพชร อิทธิ.รายการสุดท้ายคือคชสีห์งาแกะ (ตัวครู) ของหลวงพ่อหอม วัดชากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ซึ่งเป็นของ เสี่ยเพชร–อิทธิ โดยชื่อของท่านปรากฏในสนามพระวิภาวดีทุกสัปดาห์ เพราะมีพระเครื่องดีๆ ที่นำมาแสดงให้ชมได้อีกหลายสิบปี
คชสีห์ตัวนี้มาพร้อมกับสิงห์งาแกะ “ตัวครู” ที่เคยนำมาแสดงก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นฝีมือช่างคนเดียวกัน อายุงาแห้งเก่าเท่ากัน หากมองเผินๆ อาจเข้าใจผิดว่าเป็นคชสีห์ของหลวงปู่เฮง วัดเขาดิน จ.นครสวรรค์ เนื่องจากรูปทรงและลวดลายคล้ายคลึงกันมาก จนแทบจะบอกได้ว่าเป็นฝีมือช่างคนเดียวกัน
มีเพียงจุดเดียวที่บ่งบอกถึงความแตกต่าง นั่นคือตาที่ฝังพลอยแดงและลายมือจารอักขระ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสามารถจำแนกได้ทันทีว่าตัวนี้คือคชสีห์ของหลวงพ่อหอม จากเมืองระยอง และยังเป็น “ตัวครู” อีกด้วย
เล่าถึงคชสีห์สักหน่อยว่า ในอดีตโบราณาจารย์นำคชสีห์มาสร้างเป็นเครื่องรางของขลัง เพราะคชสีห์เป็นสัตว์ในตำนาน ถือเป็นสัตว์ชั้นสูงที่มีอำนาจราชศักดิ์เทียบเท่ากับพญาครุฑ ทั้งคู่เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ ซึ่งเป็นป่าในวรรณคดีและความเชื่อตามคติศาสนาพุทธและฮินดู
ป่าหิมพานต์ตั้งอยู่เชิงเขาพระสุเมรุ มีพื้นที่กว้างประมาณ 3,000 โยชน์ และประดับด้วยยอดเขาจำนวน 84,000 ยอด รวมถึงมีสระน้ำใหญ่ 7 สระ เช่น สระอโนดาต
ในป่าหิมพานต์เต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิดที่มีรูปร่างแปลกประหลาดแตกต่างจากสัตว์ทั่วไป เพราะเกิดจากการผสมผสานระหว่างสัตว์สี่ขา สองขา และปลา แล้วตั้งชื่อใหม่ตามจินตนาการของคนโบราณ เช่น กินรี นาค และครุฑ
คชสีห์มีรูปร่างคล้ายราชสีห์ แต่มีงวงเหมือนช้าง ซึ่งมีการกล่าวถึงคชสีห์ในกาพย์เห่เรือ เช่น เมื่อ “ในหลวง” เสด็จทางชลมารค จะมีบทหนึ่งว่า “คชสีห์ที่ผาดเผ่นดูดังเป็นเห็นขบขันราชสีห์ที่ยืนยัน คั่นสองคู่ดูยิ่งยง”
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดให้ชำระกฎหมายโบราณและจัดทำเป็นประมวลกฎหมายในปี พ.ศ. 2347 เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง” โดยให้อาลักษณ์เขียนสามชุด แต่ละชุดประทับตราสามดวง ได้แก่ ตราพระราชสีห์ ตราพระคชสีห์ (สำหรับตำแหน่งสมุหพระกลาโหม) และตราบัวแก้ว
มาถึงตอนปิดท้าย ในช่วงสงกรานต์นี้ ที่บ้านเศรษฐีใหญ่ในนครปฐม มีญาติมิตรมาชุมนุมรดน้ำดำหัวเจ้าของบ้านกันเต็มบ้าน ตั้งแต่ทำบุญเลี้ยงพระในตอนเช้า
เมื่อพระกลับวัด ทุกคนก็เริ่มทักทายพูดคุยกัน ในนั้นมีปลัด อบต. ที่แซวเพื่อนคนหนึ่งว่า ปีนี้นำครอบครัวมาทั้งบ้านเลย คงเพราะอัดอั้นที่เจ้าภาพไม่ได้จัดงานมาหลายปีเพราะโควิด
เพื่อนฟังแล้วยิ้มแต่ไม่ตอบ ส่วนภรรยาของปลัด อบต. กล่าวว่า ไม่ใช่เพราะอัดอั้นหรอก แต่ได้ยินว่าเจ้าของบ้านจะนำพระเครื่องเก่าออกมาแจก เลยอยากมารับพระ คุณเมียจึงพาทุกคนในบ้านมา เพราะบ้านไหนสมาชิกมามากก็ได้พระมาก เจ้าค่ะ อามิตตพุทธ.
สีกาอ่าง
