- ภาวะกระดูกพรุน มักเกิดขึ้นหลังจากอายุ 50 ปี และจะมีอัตราการเกิดมากขึ้นตามอายุ พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในช่วงวัยหมดประจำเดือน ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน รูปร่างเล็กหรือผอม ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือมีโรคประจำตัวบางชนิด
- ระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูงเกินไป เช่น จากโรคฮอร์โมนไทรอยด์เกิน หรือการใช้ฮอร์โมนไทรอยด์รักษาภาวะไทรอยด์พร่อง จะทำให้กระดูกสึกหรอและแตกง่าย
- การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกและส่วนประกอบอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อ แร่ธาตุ และไขมัน โดยการใช้เครื่อง Advance Bone Densitometer ซึ่งมีรังสีต่ำและใช้เวลาเพียง 5 นาที มีความแม่นยำสูงกว่าวิธีอื่นถึง 40%
ภาวะกระดูกพรุน คือภาวะที่กระดูกมีความหนาแน่นลดลง จนทำให้กระดูกเปราะและแตกหักได้ง่าย โดยที่มักจะไม่มีอาการแสดงจนกว่ากระดูกจะแตกหัก การเกิดภาวะนี้สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง เช่น กระดูกหัก การเคลื่อนไหวยากลำบาก และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หากไม่รักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน
ภาวะกระดูกพรุนมักพบมากขึ้นหลังจากอายุ 50 ปี และอาการจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชาย
- ผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน
- ผู้ที่มีรูปร่างเล็กหรือผอม
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเกี่ยวกับฮอร์โมนไทรอยด์ พาราไทรอยด์ เบาหวาน โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคภูมิคุ้มกันต่างๆ เช่น โรครูมาตอยด์ โรคเลือด หรือมะเร็งบางชนิด
- ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ สเตียรอยด์ ยากันชักบางชนิด ฮอร์โมนสำหรับรักษามะเร็ง ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาลดกรดในกระเพาะอาหาร
- การผ่าตัดลดน้ำหนักที่กระเพาะอาหาร
- ผู้ที่ขาดแคลเซียมหรือวิตามินดี
- ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

สาเหตุของภาวะกระดูกพรุน
โดยปกติแล้ว กระดูกจะทำการสร้างและทำลายตัวเองเพื่อรักษาความแข็งแรง เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เข้ามา จะทำให้การสร้างกระดูกลดลงจนไม่สามารถทดแทนการทำลายกระดูกได้ มวลกระดูกจึงลดลง ความหนาแน่นของกระดูกลดลง กระดูกบางลงและมีความเปราะหักง่าย
การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนอาจเป็นสาเหตุของภาวะกระดูกพรุน
ฮอร์โมนบางประเภทมีบทบาทในการควบคุมการสลายและการซ่อมแซมกระดูก การเปลี่ยนแปลงในระดับฮอร์โมนอาจทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน เช่น
- ฮอร์โมนเพศ การลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงที่วัยหมดประจำเดือนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน การใช้ฮอร์โมนในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากซึ่งทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลง และการใช้ฮอร์โมนรักษามะเร็งเต้านมที่ส่งผลต่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะกระดูกพรุน
- ฮอร์โมนไทรอยด์ การมีระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูงเกินไป ทั้งจากภาวะโรคไทรอยด์เกินหรือการรับประทานฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อรักษาโรคไทรอยด์พร่องอาจทำให้กระดูกถูกทำลายมากขึ้น
- ฮอร์โมนอื่นๆ เช่น ฮอร์โมนพาราไทรอยด์และการทำงานเกินของต่อมหมวกไต
ภาวะแทรกซ้อนจากภาวะกระดูกพรุน
ภาวะกระดูกพรุนทำให้กระดูกอ่อนแอและเสี่ยงต่อการหักง่าย บางครั้งเพียงแค่ล้มเล็กน้อยก็อาจทำให้กระดูกหักได้ ในบางกรณีอาจพบกระดูกสันหลังยุบตัวโดยที่ไม่มีการบาดเจ็บใดๆ เกิดขึ้น

การตรวจสอบภาวะกระดูกพรุน
การวินิจฉัยสามารถทำได้โดยการใช้เครื่องเอกซเรย์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า DEXA หรือ DXA scan ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วในการตรวจความหนาแน่นของกระดูก โดยไม่ต้องทำการเจาะหรือตรวจเลือด
การสแกน CT ที่มีการใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบความหนาแน่นของกระดูกบริเวณสะโพกหรือกระดูกสันหลัง
การตรวจสอบความหนาแน่นของกระดูก มวลกล้ามเนื้อ แร่ธาตุ และเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายด้วยเครื่อง Advance Bone Densitometer เป็นการตรวจที่ใช้รังสีในปริมาณต่ำ สแกนเพียง 5 นาที มีความแม่นยำสูงกว่าระบบอื่นๆ ถึง 40%
คะแนนความรุนแรงของกระดูกพรุน T, Z- score
• T-score คือ ความแตกต่างระหว่างความหนาแน่นของมวลกระดูกกับค่า 0 ซึ่งหมายถึงความหนาแน่นของมวลกระดูกในคนหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี
• ความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกจะเพิ่มขึ้น 1.5 ถึง 2 เท่าทุกครั้งที่ T-score ลดลง 1 คะแนน
• เมื่อ T-score ลดต่ำลง ความเสี่ยงต่อการหักของกระดูกก็จะสูงขึ้นตาม
• Z-score คือ ความแตกต่างระหว่างความหนาแน่นของมวลกระดูกกับค่าเฉลี่ยของความหนาแน่นมวลกระดูกในคนที่มีสุขภาพดีในช่วงอายุ เชื้อชาติ และเพศเดียวกัน
1. สำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือผู้ชายที่อายุ 50 ปีขึ้นไป
ผลจากการทดสอบความหนาแน่นของมวลกระดูกจะเป็นค่า T-score
- 1 หรือสูงกว่าคือกระดูกปกติและแข็งแรง
- -1 ถึง -2.5 คือภาวะกระดูกบาง
- -2.5 หรือต่ำกว่าอาจแสดงถึงภาวะกระดูกพรุน

2. หากคุณเป็นผู้หญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือนหรือผู้ชายที่อายุต่ำกว่า 50 ปี
ผลการทดสอบความหนาแน่นของมวลกระดูกจะปรากฏเป็นคะแนน Z
หากคะแนน Z เท่ากับ -2.0 หรือต่ำกว่านั้น หมายความว่าความหนาแน่นของมวลกระดูกต่ำกว่าปกติ
ผู้ที่ควรตรวจสอบความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน
- ผู้หญิงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและอายุ 50 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงที่มีโอกาสสูงที่จะกระดูกหักหลังจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อายุน้อยกว่า 65 ปีและมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคกระดูกพรุน
- ผู้ชายที่อายุ 50 ปีขึ้นไปและมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
- ผู้ที่มีกระดูกหักหลังจากอายุ 50 ปี
- ผู้ที่มีความสูงลดลงเกินกว่า 1.5 นิ้ว
- ผู้ที่มีท่าทางหลังโค้งงอหรือหลังโก่งมากขึ้น
- ผู้ที่มีอาการปวดหลังโดยไม่มีสาเหตุ
- ผู้ที่มีประจำเดือนหยุดหรือไม่ปกติแม้ไม่ได้ตั้งครรภ์หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือน
- ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
- ผู้ที่มีระดับฮอร์โมนลดลง เช่น ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ลดลง และผู้ชายที่มีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ลดลง
การรักษาโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ
1. การรักษาโรคกระดูกพรุนสามารถทำได้ทั้งโดยวิธีที่ไม่ใช้ยา เช่น
- การออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงและดูดซับแรงกระแทกที่กระทำต่อกระดูก สำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสม
- วิตามินและแคลเซียม การรับประทานวิตามินดีและแคลเซียมสามารถช่วยป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ แต่หากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง หรือเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง เช่น การก่อตัวของแคลเซียมในหลอดเลือดแดง ซึ่งอาจทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว มีระดับคอเลสเตอรอลสูง ปวดท้อง ท้องเสีย หรือเป็นตะคริว ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับขนาดและชนิดที่เหมาะสม
2. การรักษาโรคกระดูกพรุนด้วยการใช้ยา เช่น
- ยากลุ่ม Bisphosphonates
- ยากลุ่ม Calcitonin
- ฮอร์โมนกลุ่มเอสโตรเจนหรือพาราไทรอยด์
- การใช้ยาและฮอร์โมนเหล่านี้ ควรได้รับการสั่งโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงได้

หากมีอาการปวดหลัง การรับประทานวิตามินจำเป็นหรือไม่
อาการปวดหลังสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากกล้ามเนื้อหรือกระดูก อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับกระดูก แต่ไม่ได้ช่วยรักษาภาวะกระดูกสันหลังยุบหรือปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก : นพ.อภิรัติ พูลสวัสดิ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์
