- โรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กๆ มีทั้งโรคที่สามารถติดต่อได้และไม่สามารถติดต่อได้ โดยเฉพาะโรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด อีสุกอีใส และอาการท้องร่วง
- เด็กอายุระหว่าง 2-12 ปี ควรระวังโรคหัดเนื่องจากเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย โดยเชื้อหัดสามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม การสัมผัสละอองเสมหะในอากาศ หรือการสัมผัสน้ำมูกและน้ำลายของผู้ป่วย
- วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการให้เด็กได้รับวัคซีนตามกำหนดอายุ รวมถึงวัคซีนเสริมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรค ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
โรคที่มาพร้อมกับฤดูหนาว ซึ่งมักเกิดกับเด็กๆ และพ่อแม่ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด มีทั้งโรคที่ติดต่อได้และไม่ติดต่อได้ โดยเฉพาะโรคยอดนิยมอย่างไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด อีสุกอีใส และอาการท้องร่วง เนื่องจากอุณหภูมิที่เย็นจัดเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย
ไข้หวัด
อาการของไข้หวัดมักไม่รุนแรง แต่สร้างความรำคาญให้กับผู้ป่วย เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก คันคอ ไอ และจาม ส่วนใหญ่มักไม่มีไข้สูง แต่บางครั้งอาจมีอาการปวดกล้ามเนื้อร่วมด้วย ในช่วงฤดูหนาว เด็กๆ มักป่วยเป็นไข้หวัดได้บ่อยกว่าฤดูอื่นๆ ถึง 2 เท่า
วิธีดูแลเมื่อลูกเป็นไข้
ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัด เนื่องจากเกิดจากไวรัสหลายชนิด ไข้หวัดสามารถหายได้เองหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม พ่อแม่ควรให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และเช็ดตัวเพื่อลดไข้เป็นประจำ นอกจากนี้ ควรให้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ และยาลดน้ำมูกตามอาการที่ปรากฏ
แนวทางป้องกันและการดูแลเมื่อลูกเป็นไข้
ควรให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันไข้หวัดได้ดี ควรส่งเสริมให้ลูกออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ
ไข้หวัดใหญ่
โรคติดเชื้อเฉียบพลันที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก คือ A และ B เมื่อเด็กติดเชื้อไข้หวัดใหญ่มักจะมีอาการหนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะอย่างรุนแรง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย
วิธีการดูแลเมื่อเด็กป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่
ควรลดอุณหภูมิร่างกายด้วยการดื่มน้ำมากๆ และเช็ดตัวเป็นประจำ รวมถึงรับประทานยาตามอาการที่ปรากฏ หากอาการไม่ดีขึ้น ผู้ปกครองควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม
วิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็ก
ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งเด็กสามารถเริ่มรับวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน และควรรับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี
ปอดบวม
โรคปอดบวมมักพบในเด็กอายุระหว่าง 5-10 ปี เกิดจากการอักเสบของปอดที่อาจมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ทำให้ถุงลมในปอดเต็มไปด้วยหนองและของเหลว ส่งผลให้ปอดไม่สามารถรับออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เด็กจะมีอาการไอ คัดจมูก จาม มีเสมหะจำนวนมาก ไข้สูงต่อเนื่องเกิน 2 วัน หนาวสั่น แน่นหน้าอกจนหายใจลำบาก และในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่การเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
วิธีการรักษาโรคปอดบวมในเด็ก
หากผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าลูกมีอาการดังกล่าว ควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นปอดบวม จะมีการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และยาขยายหลอดลม เพื่อช่วยให้อาการของเด็กดีขึ้นและฟื้นตัวได้เร็ว
แนวทางป้องกันและการดูแลเมื่อลูกป่วยเป็นปอดบวม
เมื่อทราบว่าเด็กเป็นปอดบวม ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปรับการรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ควรให้เด็กดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำ อยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และสำหรับเด็กเล็กควรได้รับวัคซีนป้องกันปอดบวมตั้งแต่ช่วงแรกเกิด
โรคหัด
โรคหัด (Measles) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อรูบีโอลาไวรัส มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาว เด็กอายุระหว่าง 2-12 ปี ควรระวังเป็นพิเศษเนื่องจากโรคนี้ติดต่อได้ง่าย โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านการไอ จาม การสัมผัสละอองเสมหะ น้ำมูก หรือน้ำลายที่ลอยในอากาศ อาการของหัดคล้ายกับไข้หวัดทั่วไป เช่น น้ำมูกไหล ไอแห้ง ตาและจมูกแดง ไข้สูง และหลังจากมีไข้ติดต่อกัน 3-4 วัน จะปรากฏผื่นแดงและตุ่มใสในปากบริเวณกระพุ้งแก้มและฟันกรามบน เมื่อผื่นขึ้นเต็มที่อาการจะดีขึ้นภายใน 2 วัน
วิธีการรักษาโรคหัดในเด็ก
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคหัดโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นไปตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ดื่มน้ำมากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ หากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอกขณะหายใจ หรือชัก ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที
วิธีป้องกันโรคหัดในเด็ก
เด็กอายุ 9-12 เดือน ควรได้รับวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม และควรฉีดวัคซีนกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุครบ 6 ปี
อาการท้องร่วงในเด็กจากเชื้อไวรัสโรต้า
อาการท้องร่วงมักเกิดจากเชื้อไวรัสโรต้า ซึ่งเป็นโรคที่พ่อแม่ที่มีลูกอายุ 6-12 เดือนต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กในวัยนี้ยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ อาการท้องร่วงมักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว โดยเชื้อไวรัสโรต้าจะแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงกุมภาพันธ์ของปีถัดไป
เชื้อไวรัสโรต้าสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปากและกระเพาะอาหาร จากนั้นจะแบ่งตัวในลำไส้ อาการที่พบร่วมกับท้องร่วง ได้แก่ ไข้สูง ท้องเสียรุนแรง และอาเจียนบ่อย ในบางกรณีที่รุนแรง เด็กอาจสูญเสียน้ำในร่างกายมากจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้
วิธีการรักษาอาการท้องร่วงในเด็ก
ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษาอาการท้องร่วงโดยเฉพาะ การรักษาจึงมุ่งเน้นไปที่การบรรเทาอาการ ผู้ปกครองต้องระวังไม่ให้เด็กขาดน้ำ โดยให้จิบสารละลายเกลือแร่บ่อยๆ สำหรับเด็กที่ไม่สามารถดื่มน้ำได้ อาจจำเป็นต้องพาไปโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือผ่านทางเส้นเลือด
วิธีป้องกันไวรัสโรต้าที่เป็นสาเหตุของอาการท้องร่วงในเด็ก
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า ซึ่งสามารถให้ได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหรือลดความรุนแรงของโรค โดยวัคซีนนี้เป็นชนิดรับประทาน
อีสุกอีใส
โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซึ่งมักระบาดในช่วงปลายปีถึงเดือนมกราคม ติดต่อผ่านการสัมผัสตุ่มน้ำใสหรือของใช้ส่วนตัว เชื้อนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 10-20 วัน มักพบในเด็กอายุ 5-15 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน
วิธีการรักษาเมื่อเด็กเป็นอีสุกอีใส
การรักษาอีสุกอีใสเป็นการรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และไม่ควรแกะเกาตุ่มน้ำใสเพราะอาจทำให้เกิดแผลและอักเสบได้ เด็กที่เป็นอีสุกอีใสส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ เนื่องจากอาการไม่รุนแรงและไม่มีภาวะแทรกซ้อน
แนวทางป้องกันและการดูแลเมื่อลูกเป็นอีสุกอีใส

เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไปควรได้รับวัคซีนป้องกันอีสุกอีใส ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนหรือไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อนก็สามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้เช่นกัน
ในช่วงฤดูหนาวนี้ ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับลูก หากลูกอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับวัคซีนได้ ควรพาไปรับที่โรงพยาบาล เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันการเจ็บป่วย หรือลดความรุนแรงของโรคได้ โดยไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
บทความโดย : พญ. วิริยาภรณ์ จันทร์รัชชกูล กุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช
