ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า ไวรัสโควิด-19 นั้นถูกสร้างขึ้นในห้องปฏิบัติการ ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาและสถาบันวิจัยไวรัสอู่ฮั่น ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่การระบาดของโรคซาร์สในช่วงปี 2002–2003 โดยมีการออกแบบพิมพ์เขียวของไวรัสโควิดในปี 2018 และมีการจดสิทธิบัตรวัคซีนโควิดแบบ mRNA ก่อนที่จะเกิดการระบาดใหญ่ในปลายปี 2019
นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนไปประยุกต์ใช้กับวัคซีนชนิดอื่นๆ ที่เราเห็นในปัจจุบัน แม้ว่าจะยังไม่มีการยอมรับถึงผลกระทบร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากวัคซีน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและพิการทั่วโลก สาเหตุไม่ได้มาจากการใช้เพียงโปรตีนหนามในวัคซีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการผลิตที่มีดีเอ็นเอและยีนต่างๆ ปนเปื้อนอยู่ในอนุภาคนาโนไขมัน ซึ่งสามารถแทรกเข้าไปในดีเอ็นเอและโครโมโซมของมนุษย์ได้ ส่งผลให้เกิดการสร้างโปรตีนที่ผิดปกติในอนาคต
เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาก่อนยุคโควิด เริ่มตั้งแต่การอนุมัติใช้ยาทามิฟลู (Oseltamivir Tamiflu) สำหรับรักษาไข้หวัดใหญ่ ไปจนถึงการสะสมสต็อกตั้งแต่การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในปี 2009 และกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการรักษาไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกจนถึงปัจจุบัน

จากรายงานในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ British Medical Journal รวมถึงวารสารการแพทย์ชั้นนำอื่นๆ ทั่วโลก พบว่าไม่มีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน (ใช้คำว่า ไม่มี vetted underlying data = ไม่มี careful and critical examination) แต่ข้อมูลส่วนใหญ่มาจากบริษัทผู้ผลิต
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าสามารถลดอัตราการเกิดปอดบวมหรือการเสียชีวิตได้ ตามรายงานล่าสุดจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2019
รายงานการศึกษาประสิทธิภาพในระยะที่ 3 จากบริษัทผู้ผลิตยังไม่ถูกเปิดเผยหรือตีพิมพ์ แม้ว่าจะผ่านมาแล้วกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นมาตรฐานโดยองค์กรระดับโลกอย่าง WHO, CDC, และ EMA (ยุโรป)

Tamiflu campaign BMJ https://www.bmj.com/tamiflu รวมถึงยาสมุนไพรและยาที่หมดสิทธิบัตร ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการศึกษาหรือใช้โดยเด็ดขาด!!!
กระบวนการพัฒนายามักเชื่อมโยงกับการสร้างไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงขึ้นและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น พร้อมกับการเตรียมการผลิตยาและวัคซีนเพื่อรองรับ
การพัฒนาสายพันธุ์ไข้หวัดนกที่รุนแรงและสามารถแพร่กระจายทางอากาศได้ในมนุษย์ ซึ่งปกติแล้วไข้หวัดนกติดต่อสู่คนได้ยาก แต่ในปี 2011 นักวิทยาศาสตร์อย่าง Ron Fouchier จาก Erasmus Netherlands และ Yoshihiro Kawaoka จาก University of Wisconsin-Madison ได้ประกาศความสำเร็จในการปรับแต่งไวรัสไข้หวัดนก H5N1 ให้สามารถแพร่กระจายในตัวเฟอเร็ท (สัตว์ทดลองที่ใช้พิสูจน์การติดต่อในมนุษย์) และสามารถแพร่ทางอากาศได้ ผลงานนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Science ปี 2012

นักวิทยาศาสตร์ทั้งสองกลุ่มได้รับทุนวิจัย gain of function จาก Francis Collins แห่ง NIH และ Anthony Fauci แห่ง NIAID โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าไวรัส H5N1 ที่นำมาปรับแต่งนั้นถูกส่งมาจากประเทศไทยหรือไม่ เนื่องจากมีรายงานการติดเชื้อในเสือและเสือตาย รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ไทยที่ไปศึกษาต่อที่เนเธอร์แลนด์และมีชื่อปรากฏในบทความตีพิมพ์ปี 2012
เหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้นหลายครั้งในห้องปฏิบัติการของ Kawaoka ที่ Wisconsin เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2013 เวลา 18.30 น. นักวิจัยเกิดอุบัติเหตุแทงเข็มที่มีไวรัส H5N1 ที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมเข้าที่นิ้วตนเอง ถูกกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลา 7 วัน และได้รับยารักษา 10 วัน การสืบสวนพบว่าห้องปฏิบัติการขาดมาตรการป้องกันที่รัดกุมเพียงพอ และการกักตัวที่บ้านถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากหากติดเชื้ออาจแพร่กระจายทางอากาศสู่ชุมชนผ่านระบบระบายอากาศของอพาร์ตเมนต์ และควรกักตัวในโรงพยาบาลห้องพิเศษแทน

ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องการรับตัวผู้ป่วยเช่นกัน และพยายามปกปิดไม่ให้ประชาชนทราบข่าวนี้ ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา หลังเกิดเหตุ needle stick incident มีการรั่วไหลของเชื้อแอนแทร็กซ์และไข้หวัดนกที่ CDC รวมถึงการพบหลอดบรรจุไวรัสฝีดาษ (small pox) ที่ถูกทิ้งไว้ในห้องเก็บของเป็นเวลากว่า 10 ปีที่ NIH
ในเดือนตุลาคม 2014 ทำเนียบขาวมีนโยบายห้ามให้ทุนวิจัยเกี่ยวกับการสร้างไวรัสสายพันธุ์ใหม่ แต่ตั้งแต่ปี 2019 มีการอนุญาตให้ทำการทดลองที่ถูกห้ามไว้อย่างเงียบๆ รวมถึงห้องปฏิบัติการของ Kawaoka ที่ Wisconsin ข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุการรั่วไหลต่างๆ ถูกปิดเป็นความลับจากสาธารณชน

ในวันที่ 9 ธันวาคม 2019 นักวิทยาศาสตร์สองคนได้สอนผู้ร่วมงานอีกหนึ่งคนเกี่ยวกับการทำงานในห้องชีวนิรภัยระดับสามที่ Wisconsin โดยสวมชุดมนุษย์อวกาศและใช้ถังกรองอากาศ ไวรัสที่ใช้ในการทดลองคือไวรัสไข้หวัดนกที่ถูกปรับแต่งพันธุกรรมให้ติดเชื้อในมนุษย์และแพร่กระจายทางอากาศ VN1203HA (N158D/N224K/Q226L/T318I)/CA04 หนึ่งในผู้ปฏิบัติงานพบว่าท่ออากาศไม่ทำงานและตื่นตระหนก ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัย ทางการไม่ได้รับทราบเรื่องอุบัติเหตุเหล่านี้ โดยห้องปฏิบัติการและมหาวิทยาลัยระบุว่าไม่ใช่ significant exposure แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าอะไรถือเป็นความเสี่ยง
ข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมจากหลักฐานที่ตีพิมพ์และรายงานโดย Alison Young นักข่าวสืบสวนรางวัลชนะเลิศจาก Washington D.C. ซึ่งดำรงตำแหน่ง Curtis B. Hurley Chair in Public Affairs Reporting ที่ University of Missouri School of Journalism ระหว่างปี 2009 ถึง 2019 เธอเป็นนักข่าวและสมาชิกของทีมสืบสวนระดับชาติของ USA TODAY โดยมีประสบการณ์การรายงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการมากว่า 15 ปี หนังสือเล่มแรกของเธอชื่อ Pandora’s Gamble: Lab Leaks, Pandemics, and a World at Risk ถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2023
ล่าสุด วารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน JAMA network วันที่ 21 พฤษภาคม 2024 ได้เผยแพร่บทความโดย CDC ซึ่งแถลงผลการดำเนินการเตรียมพร้อมและตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา ต่อการระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์รุนแรง highly pathogenic avian influenza (HPAI) H5N1
หมอดื้อ
