พระปิลันทน์ พิมพ์ปางปฐมเทศนา โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัต เสนีย์วงศ์) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม จากผลงานของศุภชัย สายัณห์.
ยินดีต้อนรับสู่สนามพระวิภาวดี ซึ่งหลายคนเริ่มถือศีลและปฏิบัติธรรมเพื่อเตรียมรับวันวิสาขบูชาในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม โดยวัดต่างๆ ได้จัดกิจกรรมทางธรรมะขึ้น
ไม่แน่ใจว่าคนสมัยนี้รู้หรือไม่ว่า วิสาขบูชาคือวันสำคัญทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนหก หรือเดือนวิสาขะ เมื่อกว่า ๒,๕๐๐ ปีที่แล้ว
เหตุการณ์สำคัญสามประการเกิดขึ้นในวันวิสาขบูชา ได้แก่ การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ การตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลังจากการบำเพ็ญเพียร ๖ ปี ณ ริมแม่น้ำเนรัญชรา แคว้นมคธ (ปัจจุบันคือพุทธคยา) และการปรินิพพานเมื่อพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ณ เมืองกุสินารา เหตุการณ์ทั้งสามเกิดขึ้นในวันและเดือนเดียวกัน จึงถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ พุทธศาสนิกชนจึงแสดงความเคารพด้วยการไปวัด บูชาด้วยดอกไม้ ธูปเทียน สวดมนต์ และเวียนเทียนรอบพระธาตุเจดีย์หรือพระอุโบสถ โดยเวียนขวาสามรอบ พร้อมสวดบทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณตามลำดับ บางวัดยังมีการเทศน์สอนธรรมะในพระอุโบสถอีกด้วย วันนี้เราจะเริ่มที่พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม จากวัดใหม่อมตรส เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งพระพิมพ์เหล่านี้ถูกสร้างและบรรจุไว้ในองค์พระเจดีย์โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เมื่อปี พ.ศ.๒๔๑๓ และถูกค้นพบอีกครั้งเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๐ พบว่ามีพระ ๙ พิมพ์ ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์เจดีย์ พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์ฐานแซม พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์อกครุฑ พิมพ์ฐานคู่ และพิมพ์ไสยาสน์ โดยมีบางพิมพ์ที่คล้ายคลึงกับพระพิมพ์จากวัดระฆังโฆสิตาราม
พระสมเด็จบางขุนพรหม พิมพ์ฐานแซม จากวัดใหม่อมตรส โดยฐิการ ศุภวิรัชบัญชา.ได้แก่ ๑.พิมพ์ใหญ่ ๒.พิมพ์เจดีย์ ๓.พิมพ์เกศบัวตูม และ ๔.พิมพ์ฐานแซม เช่นองค์นี้ของเสี่ยฐิการ ศุภวิรัชบัญชา ซึ่งแบ่งพิมพ์ย่อยออกเป็น แขนกลม และ แขนหักศอก ดังเช่นองค์นี้
เป็นพระที่มีความงดงาม ผิวพระมีรอยลอกคราบกรุตามธรรมชาติ ทำให้สามารถรักษารายละเอียดทางศิลปะ พิมพ์ทรง และองค์พระไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยังคงเหลือคราบกรุ เช่น ไขน้ำตาล และตุ่มหางกระเบน ไว้เป็นหลักฐานทางธรรมชาติของพระกรุบางขุนพรหม ซึ่งเหมาะสำหรับใช้เป็นกรณีศึกษาในฐานะ “พระองค์ครู” ได้เป็นอย่างดี
ต่อมาเป็น พระปิลันทน์ พิมพ์ปางปฐมเทศนา โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.จ.ทัต เสนีย์วงศ์) แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พระพิมพ์นี้สร้างขึ้นเมื่อท่านได้รับสมณศักดิ์ที่พระพุทธบาทปิลันทน์ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๐๗ เพื่อใช้ในการบรรจุพระและสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ในช่วงที่ท่านรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดระฆังฯต่อจากสมเด็จฯโต ที่ชราภาพแล้ว
ลักษณะเป็นพระพิมพ์เนื้อผงพุทธคุณ ผสมมวลสารจากใบลานเผา มีรูปแบบหลากหลายกว่า ๑๐ พิมพ์ พบทั้งที่มีคราบกรุไขขาว (ไขวัว) และไม่มีคราบไขกรุ เช่นองค์นี้ของเสี่ยศุภชัย สายัณห์ ซึ่งเป็นพระพิมพ์พิเศษที่พบได้ยาก โดยเฉพาะองค์ที่สภาพสมบูรณ์และมีคราบกรุไขขาวบางเบาแบบนี้ ปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่หลักแสนกลางถึงปลาย
พระปิดตา พิมพ์ชะลูด เนื้อผงคลุกรักและเคลือบรัก โดยหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม แห่งวัดสะพานสูง จากอิทธิ ชวลิตธำรง.ต่อมาเป็น พระปิดตา พิมพ์ชะลูด เนื้อผงคลุกรักเคลือบรัก โดยหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี องค์นี้เป็นพระดังและทรงคุณค่า เดิมเป็นของเฮียเป็งย้ง ตลาดพลู ผู้เชี่ยวชาญด้านพระเครื่องระดับแนวหน้าที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งเก็บรักษาพระองค์นี้ไว้จนกระทั่งท่านเสียชีวิต
เมื่อพระองค์นี้ตกทอดสู่ทายาท จึงมีการจำหน่ายและย้ายมือไปอยู่กับ “เสี่ยเพชร” อิทธิ ชวลิตธำรง นักสะสมพระเครื่องชื่อดังที่แฟนคลับต่างถามหาตลอดว่าหายไปไหนนาน
เมื่อกลับมา ก็กลายเป็นที่พูดถึงพร้อมกับพระเครื่องทรงคุณค่า ที่สะท้อนรสนิยมและประวัติความเป็นหนึ่งในสุดยอดพระปิดตาองค์ตำนาน ซึ่งต้องใช้ทุนสูงมากในการนิมนต์มาครอบครองอย่างภาคภูมิใจ ในราคาที่เทียบเท่ากับพระสมเด็จฯระดับแชมป์
รูปเหมือน เนื้อทองคำ รุ่นสร้างเสาหลักเมืองนนทบุรี พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จากเต่า พระเครื่อง.ถัดมาเป็น รูปเหมือน เนื้อทองคำ รุ่นสร้างเสาหลักเมือง พ.ศ.๒๕๓๓ โดยหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกมอบให้ผู้บริจาคทรัพย์สร้างศาลหลักเมือง โดยจัดพิธีสร้างที่วัดสะพานสูง เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๓
ลักษณะเป็นรูปเหมือนหล่อลอยองค์ ผลิตจากเนื้อทองคำ เนื้อเงิน และเนื้อทองแดง มีสองขนาด คือ น้ำหนัก ๑ บาท และ ๕๐ สตางค์ ซึ่งขายหมดก่อนวันจัดพิธี ปัจจุบันได้รับความนิยมสูงเนื่องจากมีความคล้ายคลึงกับองค์จริงของท่านมาก องค์นี้เป็นของเสี่ยเต่า พระเครื่อง มีมูลค่าอยู่ที่หลักแสน
เหรียญนาคปรก เนื้อทองแดง โดยหลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ จากอิทธิ ชวลิตธำรง.ต่อด้วย เหรียญพระนาคปรก เนื้อทองแดง โดยพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม พุทธสโร) แห่งวัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ เหรียญรุ่นนี้เป็นที่นิยม สร้างพร้อมกับเหรียญรุ่นแรกในปี พ.ศ.๒๔๗๐
มีสามเนื้อหลัก ได้แก่ ๑.เนื้อเงิน ๒.เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง ๓.เนื้อทองแดง เช่นเหรียญนี้ของเสี่ยเพชร-อิทธิ ที่ผลิตในจำนวนจำกัด หายากมาก และได้รับความนิยมสูงเนื่องจากมีอานุภาพด้านเมตตา แคล้วคลาด ที่เลื่องชื่อตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน
หนุมาน เนื้อไม้ แบบหน้ากระบี่ โดยหลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน จากนิธิศ นนท์วราเวช.ถัดไปเป็นเครื่องราง หนุมาน (หน้ากระบี่) เนื้อไม้ ที่หลวงพ่อสุ่น จันทโชติ แห่งวัดศาลากุน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี เป็นผู้จัดสร้าง
ท่านเป็นชาวเมืองนนทบุรี โดยอุปสมบทและจำพรรษาที่วัดศาลากุนมาตลอดชีวิต มีศีลาจารวัตรที่เคร่งครัด เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน เมื่อเจ้าอาวาสองค์ก่อนมรณภาพ ท่านจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่อายุยังน้อย
ในวันรับตำแหน่ง ท่านได้ปลูกต้นรักและต้นพุดซ้อนไว้คู่กันที่หน้าห้องกุฏิ จากนั้นทำพิธีเสกน้ำมนต์รดน้ำและดูแลอย่างดี จนถึงฤกษ์งามยามดีตามตำรา ท่านจึงทำพิธีพลีต้นไม้ทั้งสอง นำมาตากแห้งและมอบให้ศิษย์ซึ่งเป็นช่างแกะสลักลวดลายโขน เพื่อสร้างเป็นรูปหนุมานในรูปแบบ “หน้าโขน”
นอกจากนี้ ท่านยังให้ศิษย์ชาวจีน ซึ่งประกอบอาชีพค้าขายทางเรือในแม่น้ำหน้าวัดและมักจอดพักที่ท่าน้ำวัดเป็นประจำ ช่วยแกะสลักตัวหนุมานในรูปแบบเรียบง่ายแต่สวยงาม เรียกว่า “หน้ากระบี่” เช่นองค์นี้ของเสี่ยนิธิศ นนท์วราเวช ที่มีความสมบูรณ์แบบและงดงามที่สุด ด้วยศิลปะคลาสสิกที่ลงตัว
มีดหมอเทพศาสตรา ด้ามงา-ฝักงา ขนาด ๕.๕ นิ้ว โดยหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว จากบอมเบย์ สุพรรณ.เครื่องรางอีกชิ้นคือ มีดหมอเทพศาสตรา ด้ามงา-ฝักงา ขนาด ๕.๕ นิ้ว โดยหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ สร้างตามตำรับวิชามีดเทพศาสตราของวัดเขาแก้ว ซึ่งเป็นวิชาเดียวกับที่หลวงพ่อเดิม สำเร็จ ใช้สร้างมีดหมอเทพศาสตราที่มีชื่อเสียงของท่าน
ปัจจุบันมีดหมอเทพศาสตราหายากและมีราคาสูงถึงหลักแสนหลักล้าน นักสะสมเครื่องรางจึงหันมาสนใจมีดหมอเทพศาสตราจากผู้สร้างรุ่นศิษย์ที่เป็นสายตรงอย่างหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว ซึ่งมีราคาที่จับต้องได้ เช่นด้ามนี้ของเสี่ยบอมเบย์ สุพรรณ ที่มีลักษณะเป็นมีด “ปากกา” ผลงานของช่างแม้น เหมจีน ในยุคต้น
เป็นมีดด้ามงาและฝักงา ขนาด ๕.๕ นิ้ว รูปทรงคล้ายมีดหลวงพ่อเดิม แต่ใบมีดเป็นสเตนเลส ตอกอักขระพระคาถา “กระทู้ ๗ แบก” กำกับไว้ว่า “ภะสัม สัมวิ สะเท ภะ นารายณ์ขว้างจักร ตรึงไตรภพ” ซึ่งมีความเข้มขลังไม่แพ้กัน แต่ยังหาได้และมีราคาที่จ่ายได้ง่ายกว่า
ตลับสีผึ้ง (เขียวเกี้ยวสาว) โดยหลวงพ่อทาบ วัดกระบกขึ้นผึ้ง จากณัฐธัญ มณีรัตน์.วันนี้เราขอเสนอเครื่องรางของขลังอีกชิ้น นั่นคือ ตลับสีผึ้ง (เขียวเกี้ยวสาว) โดยพระครูอรรถโกวิท (หลวงพ่อทาบ) แห่งวัดกระบกขึ้นผึ้ง อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังจากเมืองระยอง ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาอาคมที่เข้มขลัง ท่านอยู่ในยุคเดียวกับหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เนื่องจากทั้งสองเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันและมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงสนิทสนมและเป็นพระสหายที่รักใคร่กันมาก
ท่านได้สร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงมากมาย เช่น พระสมเด็จพิมพ์นักเลงโต พระขุนแผนทรงพล เหรียญรุ่นแรก ผ้ายันต์พัดโบก และขี้ผึ้ง (เขียวเกี้ยวสาว) ซึ่งมีอานุภาพด้านเมตตามหาเสน่ห์ที่เลื่องลือ ถือเป็นของดีที่สุดของท่าน
ผู้ที่ได้รับขี้ผึ้งนี้ต้องให้คำสัญญาว่าหากใช้เกี้ยวสาวสำเร็จจะต้องดูแลอย่างดีและไม่ทิ้งขว้าง ก่อนจะได้รับขี้ผึ้งก้อนเท่าหัวไม้ขีด พร้อมตะกรุดเงิน ตะกรุดฝาบาตร และสาริกาไม้กาฝาก ในตลับครบชุด เช่นตลับนี้ของเสี่ยณัฐธัญ มณีรัตน์ ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยากมาก
ปิดท้ายด้วยเรื่องราวของเสี่ยคณิตพล นักบัญชีผู้ไปร่วมงานสังสรรค์กับเพื่อนนักบัญชีรุ่นเดียวกัน หลังจากทักทายและดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน ก็ได้มานั่งคุยกับกลุ่มเพื่อนสนิท ที่รู้ดีว่าปัจจุบันเสี่ยคณิตพลมีฐานะมั่นคง ครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเมื่อครั้งเพิ่งเรียนจบ
เพื่อนๆยังจำได้ดีว่าในช่วงที่เสี่ยคณิตพลตามจีบแฟนซึ่งเป็นลูกสาวของเซียนพระชื่อดังในสมัยนั้น เขาต้องเอาใจว่าที่พ่อตา โดยหาเงินไปเช่าพระมาเก็บไว้อย่างหนัก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ได้เงินเท่าไหร่ก็เอาไปเช่าพระจนหมด เพื่อเอาใจพ่อตา จนมีพระเครื่องสะสมไว้มากมาย
เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 20 ปี เพื่อนๆจึงถามเล่นๆว่า ได้ยินมาว่าได้เมียดี ช่วยสร้างครอบครัวให้มั่นคงเร็ว ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนสมัยตามจีบ จริงหรือไม่ เสี่ยคณิตพลตอบด้วยความภูมิใจว่า จริงๆแล้วเมียไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ได้พ่อตามาทำงานแทนมากกว่า เพราะตอนไปจีบ เขาเชื่อคำโบราณที่ว่าให้เข้าทางผู้ใหญ่ รู้ว่าพ่อตาเป็นเซียนพระใหญ่และแม่เสียไปแล้ว จึงต้องเข้าทางพ่อตา โดยทำงานหนักหาเงินมาเช่าพระจนกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ พ่อตาก็ดีใจที่มีลูกเขยดีมาเป็นลูกค้า หาเงินมาให้สบายๆ ทำให้ได้พระดีไว้มากมาย ส่วนใหญ่เป็นพระเบญจภาคี ทั้งที่เขาไม่เคยสนใจมาก่อน ใช้เงินไปเกือบสิบล้าน แต่คิดว่าคุ้มค่าที่ได้ลูกสาวมา
เสี่ยคณิตพลเล่าต่อว่า หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆเลิกเช่าพระและหันมาทำงานหนักเหมือนเดิม จนกระทั่ง 5-6 ปีที่ผ่านมา เขาเริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะพ่อตาเริ่มมาขอเช่าพระคืนทีละองค์สององค์ ในตอนแรกเขาก็ยอมขายคืนในราคาที่พ่อตาตั้งไว้ จนเข้าใจว่าพระเครื่องขายยากและราคาขึ้นอยู่กับคนซื้อ
แต่เมื่อพ่อตามาขอเช่าพระบ่อยขึ้น เขาก็เริ่มสงสัยว่าเรื่องนี้น่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ในฐานะนักบัญชี เขาจึงออกสำรวจตลาดพระและพบว่าราคาพระเครื่องในปัจจุบันสูงขึ้นมากกว่าเมื่อ 20 ปีก่อนหลายเท่า และที่สำคัญเจ้าของพระเป็นผู้ตั้งราคาเอง เขาจึงเริ่มตั้งราคาพระตามตลาดทุกองค์
ผลลัพธ์คือเขากำไรจากการขายพระทั้งหมด ที่ลงทุนไป 10 ล้านบาท ได้คืนจากพ่อตามา 80 ล้านบาท ใช้จ่ายค่าบ้านและรถยนต์แล้วยังเหลือเงินเก็บอีก 50 ล้านบาท
เพื่อนๆที่ฟังต่างร้องอื้อฮือด้วยความประหลาดใจ คนหนึ่งถามว่า แล้วพ่อตาไม่ว่าอะไรหรือ เสี่ยคณิตพลตอบว่า แกคงไม่กล้าว่า เพราะฉันบอกว่าเป็นราคาต้นทุนบวกดอกเบี้ยตามที่แกเคยคิดให้เลย--เพียงแต่ดอกเบี้ยที่คิดเป็นดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบเท่านั้นเอง อามิตตพุทธ.
สีกาอ่าง
