ในตอนก่อนหน้านี้ เราได้พูดถึงโลหะหนัก (Heavy Metals) ไปแล้ว ซึ่งสารเหล่านี้ เช่น ปรอท สารหนู ตะกั่ว อะลูมิเนียม แคดเมียม สังกะสี และทองแดง มักพบเจอได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม และสามารถทำลายเซลล์ในร่างกายเมื่อสะสมหรือเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ส่งผลให้เกิดความเสื่อมสภาพของเซลล์ ทำให้ดูแก่กว่าวัย และนำไปสู่โรคต่างๆ ได้
วิธีป้องกันไม่ให้โลหะหนักเข้าสู่ร่างกาย

แม้ว่าในปัจจุบันเราจะสามารถ ‘ตรวจวัดระดับสารโลหะหนักในร่างกาย’ ได้ และมีวิธีการใช้ยาที่ช่วยกำจัดสารเหล่านี้ แต่การป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโลหะหนักควรเริ่มต้นจากวิธีง่ายๆ ที่ทำได้ ดังนี้
1. ใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นควัน หรือต้องทำงานและอาศัยในบริเวณที่เสี่ยงต่อการสัมผัสสารโลหะหนัก
2. ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ เนื่องจากอาจมีสารโลหะหนักรั่วไหลออกมาได้
3. ควรตรวจสอบฉลากของอุปกรณ์ทุกครั้งก่อนซื้อ เพราะบางอุปกรณ์อาจมีส่วนผสมของโลหะหนักที่ต้องระมัดระวังในการใช้งาน
4. หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารซ้ำๆ จากแหล่งเดิม เช่น ผัก ผลไม้ หรือปลา เพราะอาจทำให้ร่างกายสะสมสารพิษชนิดเดิมจนถึงระดับที่เป็นอันตราย
5. ร่างกายของเรามีกลไกในการกำจัดสารพิษและโลหะหนัก โดยใช้กรดอะมิโนเมไทโอนีน (Methionine) จากอาหารที่มีโปรตีน และวิตามิน C ที่ช่วยรวมเมไทโอนีนกับกำมะถัน (Sulphur) เพื่อสร้างกลูต้าไธโอน (Glutathione) ซึ่งใช้ในการกำจัดสารพิษ ดังนั้น ควรรับประทานอาหารที่มีกำมะถัน เช่น ไข่ ขิง บรอกโคลี หัวหอม และกระเทียม เป็นประจำ
6. กำมะถันยังช่วยสร้างโมเลกุลที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินอาหาร เช่น เมทัลโลไธโอนีน (Metallothionein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนซิสเตอีน (Cysteine) เป็นส่วนประกอบหลัก โดยเมทัลโลไธโอนีนจะจับกับโมเลกุลปรอทและสารพิษอื่นๆ ในระบบทางเดินอาหารและขับออกจากร่างกาย
7. ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะยาลูกกลอน เพราะอาจมีโลหะหนักปนเปื้อนในปริมาณที่สูงเกินไป
8. ควรระมัดระวังการใช้เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ครีมหน้าขาวที่อ้างสรรพคุณว่าช่วยให้ผิวกระจ่างใส เพราะอาจมีส่วนผสมของปรอทซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง
9. ควรตรวจระดับโลหะหนักในร่างกายเป็นประจำทุกปี เพราะหากพบว่ามีปริมาณเกินเกณฑ์ แพทย์จะสามารถวางแผนการรักษาเพื่อขับสารพิษออกได้อย่างเหมาะสม
10. หากอาศัยอยู่ในบ้านเก่าที่สร้างก่อนปี พ.ศ.2521 ควรพิจารณาปรับปรุงบ้านใหม่ เนื่องจากก่อนปี พ.ศ.2521 มักใช้สีทาบ้านที่มีส่วนผสมของสารตะกั่ว ซึ่งหากสัมผัสหรือสูดดมเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ หากหลีกเลี่ยงแล้วยังพบว่ามีโลหะหนักเกินเกณฑ์ แพทย์อาจแนะนำให้ทำคีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy) ซึ่งเป็นการใช้สารประกอบกรดอะมิโน Ethylene Diamine Tetra-acetic Acid (EDTA) ผสมกับวิตามินและแร่ธาตุเข้าทางหลอดเลือด เพื่อจับกับโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู หรือแคลเซียมส่วนเกิน และขับออกทางปัสสาวะ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมของการรักษานี้ตามปริมาณโลหะหนักในร่างกาย
บทความโดย: แผนกเวชศาสตร์ป้องกันภณา โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์
