หากมีอาการเป็นหวัดเรื้อรังและคัดจมูกบ่อยๆ ที่หลายคนมักมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่อันที่จริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณแรกเริ่มของมะเร็งหลังโพรงจมูก ซึ่งอาจตรวจพบได้ในภายหลังเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว
มะเร็งหลังโพรงจมูก (Nasopharyngeal carcinoma: NPC) เกิดจากการเติบโตของเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ซึ่งจะก่อให้เกิดเนื้อร้ายที่สามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ มะเร็งชนิดนี้พบที่บริเวณหลังโพรงจมูก ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดกว้างที่อยู่หลังจมูกและเป็นทางผ่านของอากาศไปยังลำคอ เป็นจุดที่สารต่างๆ เช่น ควันบุหรี่และสารพิษจากการเผาไหม้สามารถเข้าไปได้ง่าย ทำให้เกิดการระคายเคืองและอาจพัฒนาเป็นโรคได้
มะเร็งหลังโพรงจมูกเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในบริเวณศีรษะและคอในประเทศไทย โดยพบมากในกลุ่มอายุ 30-60 ปี และมีความชุกในผู้ชายสูงกว่าผู้หญิงถึง 3 เท่า

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ การติดเชื้อเรื้อรังจากไวรัส EBV (Epstein-Barr Virus) ความเสี่ยงจากพันธุกรรม และการพบในพื้นที่ South East Asia โดยเฉพาะในประเทศจีนตอนใต้และฮ่องกง รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีผลต่อการเกิดโรคนี้
อาหาร เช่น เนื้อสัตว์หมักดอง ปลาเค็ม แหนม ไส้กรอกอีสาน ซึ่งประกอบด้วยสารก่อมะเร็งที่ชื่อว่าไนโตรซามีน (Nitrosamines) เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งหลังโพรงจมูก โดยเมื่อสารเหล่านี้เข้าไปสัมผัสเยื่อบุหลังโพรงจมูก อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ DNA และทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในเซลล์ได้ การสัมผัสกับสารก่อมะเร็งจากอาชีพและสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นไม้ ฝุ่นหนัง ฝุ่นจากสิ่งทอ บุหรี่ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ สารประกอบนิกเกิล ฟอร์มาดีไฮด์ และโครเมียม รวมถึง PM 2.5 ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญเช่นกัน

อาการเริ่มต้นของโรคนี้ ผู้ป่วยมักจะมีอาการคล้ายกับไข้หวัด เช่น ไอ เจ็บคอ และน้ำมูกไหล ซึ่งทำให้เข้าใจผิดและไม่รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบ อาการที่สำคัญที่สุดในระยะเริ่มแรก คือ หูอื้อข้างเดียว ชาที่ใบหน้าบางส่วน และมีก้อนนูนที่ต้นคอใต้ติ่งหู บางครั้งอาจมีเลือดกำเดาไหล คัดจมูกข้างเดียว หรือเห็นภาพซ้อน หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ โดยเฉพาะหากอาการบวมเพิ่มขึ้น เลือดกำเดาไหลมากขึ้น หูอื้อ และเกิดการติดเชื้อในหูชั้นกลาง

การตรวจวินิจฉัยและรักษามะเร็งหลังโพรงจมูก แพทย์จะใช้กระจกหรือกล้องชนิดพิเศษในการส่องดูภายในจมูกเพื่อหาความผิดปกติ หากพบเนื้องอกที่มักจะมีลักษณะนูนและผิวขรุขระ อาจมีเลือดซึมหรือไม่มีเลือดออก แพทย์อาจจะต้องทำการตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจ และดูว่าโรคได้แพร่กระจายไปที่ส่วนอื่นๆ หรือไม่ หากพบว่ามีการแพร่กระจาย แพทย์จะใช้ข้อมูลนี้ในการวางแผนการรักษาต่อไป
หลังจากการตรวจแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาด้วยวิธีรังสีรักษา หรือที่เรียกกันว่า 'การฉายแสง' ซึ่งก่อนการฉายแสงแพทย์จะให้ผู้ป่วยทำฟันก่อน เนื่องจากหลังจากการฉายแสงแล้วจะไม่สามารถทำการรักษาฟันผุได้ เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อและการอักเสบที่กระดูกกราม การฉายแสงอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บคอมาก จึงมักจะให้อาหารทางกระเพาะอาหารเพื่อช่วยลดการเสียดสีและอาการเจ็บปวดขณะกลืน
ในกรณีของผู้ป่วยที่มะเร็งลุกลามออกนอกหลังโพรงจมูกแล้ว การฉายแสงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาใช้การรักษาร่วมกับเคมีบำบัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และในกรณีที่ทั้งการฉายแสงและเคมีบำบัดไม่สามารถควบคุมโรคได้ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยเฉพาะหากมะเร็งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยรังสี
