การใช้ยาระบายทั้งชนิดเดี่ยวและชนิดผสมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมตามรายงานที่เผยแพร่ในวารสารประสาทวิทยา (Neurology) ของสมาคมประสาทวิทยาสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2023
การศึกษาใช้ข้อมูลจากประชากรกว่า 500,000 คนในช่วงอายุจากกลางคนถึงสูงวัย ซึ่งเก็บรวบรวมในคลังข้อมูลชีวภาพ (Biobank) ของสหราชอาณาจักรจากทีมวิจัยในประเทศจีน
การใช้ยาระบายประเภท osmotic laxatives อย่างต่อเนื่องสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมถึง 64% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้เลย ขณะที่ผู้ที่ใช้ยาระบายประเภทอื่นๆ เช่น bulk-forming, stool softening หรือ stimulant laxatives ความเสี่ยงจะสูงขึ้นถึง 90%
ยาระบายมีหลายชนิด ได้แก่ ยาที่ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ลำไส้เพื่อทำให้อุจจาระนุ่มขึ้นและถ่ายได้ง่าย เช่น lactulose, polyethylene glycol, sorbitol, magnesium citrate, sodium acid phosphate

ยาระบายที่ออกฤทธิ์โดยการเพิ่มปริมาณของอุจจาระ (Bulk forming laxatives) เช่น ยา mucillin metamucil
ยาระบายประเภทที่ช่วยให้อุจจาระมีความนุ่ม (stool softening หรือ emollient) โดยจะช่วยให้มีการผสมผสานน้ำและของเหลวเข้ากับอุจจาระเพื่อไม่ให้อุจจาระแข็ง เช่น ยา colace docusate sodium arachis oil
ยาระบายที่ทำงานโดยการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ (stimulant laxatives) เช่น bisacodyl ยา dulcolax senna ยา senokot sodium picosulfate กระตุ้นเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้ลำไส้บีบตัวเพิ่มขึ้น
ภาวะท้องผูกในระดับต่างๆ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและมักจะรุนแรงขึ้นตามอายุ การใช้ยาระบายประเภทต่างๆ อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์หรือแบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งอาจกระทบต่อการทำงานของสมองและสร้างสารพิษ (toxins) ที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบที่ผนังลำไส้รั่วและกระทบกระเทือนต่อการทำงานของสมอง

การศึกษานี้ได้มีการติดตามประชากรจำนวน 502,229 คน โดยที่ 54% เป็นสตรี และทุกคนมีอายุเฉลี่ย 57 ปี ณ จุดเริ่มต้นของการศึกษา และไม่มีอาการของสมองเสื่อมตั้งแต่เริ่มต้น
จากการศึกษามีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 18,335 คน คิดเป็น 3.6% ของกลุ่มที่ใช้ยาระบายที่หาซื้อได้ตามร้าน (OTC over the counter) โดยใช้ยาระบายในหลายวันของสัปดาห์ภายในระยะเวลา 1 เดือนก่อนการศึกษาเริ่มต้น
ระยะเวลาการติดตามผลโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9.8 ปี พบว่าในกลุ่มที่ใช้ยาระบายอย่างสม่ำเสมอ มี 218 คน หรือ 1.3% ที่มีอาการสมองเสื่อม ขณะที่ในกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ยาระบายเลย มี 1,969 คน หรือ 0.4% ที่พบอาการสมองเสื่อมเช่นกัน
การปรับค่าหรือปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ ระดับการศึกษา สภาวะการเจ็บป่วย การใช้ยาอื่นๆ และประวัติครอบครัวที่มีสมองเสื่อม พบว่ามีผลสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงความเสี่ยง

การใช้ยาระบายอย่างต่อเนื่องมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดสมองเสื่อมทุกชนิด (all cause dementia) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (adjusted hazard ratio [aHR], 1.51; 95% CI 1.30-1.75) และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดสมองเสื่อมจากเส้นเลือดฝอยตันหรือ vascular dementia (aHR, 1.65; 95% CI, 1.21-2.27) แต่ไม่พบว่ามีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับสมองเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์ (aHR, 1.05; 95% CI, 0.79-1.40)
การเสี่ยงต่อการเกิดสมองเสื่อมยังมีความสัมพันธ์กับชนิดของยาระบายที่ใช้
สำหรับผู้ที่ใช้ชนิด oxidative laxatives อย่างเดียว ก็มีความเสี่ยงของสมองเสื่อมทุกชนิด โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ ( aHR, 1.64; 95% CI, 1.20-2.24) และความเสี่ยงของสมองเสื่อมที่เกิดจากเส้นเลือดตัน ( aHR, 1.97; 95% CI 1.04-3.75)
อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถที่จะวิเคราะห์ขนาดของยาระบายที่ใช้ในประชากรที่อยู่ในการศึกษานี้ว่า จะมีผลทำให้เกิดสมองเสื่อมอย่างไรหรือไม่
ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่น่าตกใจ และสนับสนุนการเชื่อมโยงสัมพันธ์กันระหว่างสุขภาพของลำไส้ที่เกี่ยวเนื่องกับจุลินทรีย์ และแบคทีเรียตัวดีและตัวร้ายที่กำหนดระบบภูมิคุ้มกันต่อเนื่องไปยังเส้นประสาทและไปกระทบสมอง
แต่ในขณะเดียวกัน ยังไม่สามารถที่จะสรุปหรือพิสูจน์ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลของการใช้ยาระบายกับการเกิดสมองเสื่อมชนิดต่างๆที่กล่าวมา แต่ควรต้องมีการศึกษาในขั้นลึกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นในระดับของสัตว์ทดลองและในมนุษย์

เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้ยาระบายชนิดและประเภทต่างๆนี้ กลับไม่พบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มของสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ โดยที่อาจจะเป็นข้อจำกัดของข้อมูลหรือข้อจำกัดของการระบุชนิดของสมองเสื่อมหรืออาจจะเป็นความจริงที่ไม่เกี่ยวโยงกัน
สรุปได้ว่า เรื่องท้องผูกหรือที่คนโบราณเรียกว่า 'ธาตุแข็ง' ที่มักเตือนลูกหลานว่า หากไม่ถ่ายอุจจาระจะทำให้มีพิษสะสมภายในตัวจนลามไปทั่ว เป็นเรื่องที่มีความจริงในทางการแพทย์
วิธีที่ง่ายและได้ผลที่สุดคือ การรับประทานผัก ผลไม้ และกากใยให้มากเป็นประจำทุกวัน ซึ่งผักและผลไม้เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นยาระบายที่มีประสิทธิภาพ แต่ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงสารเคมีให้มากที่สุดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เรื่องท้องผูกนั้นได้รับการสังเกตมานานหลายร้อยปีแล้ว โดยคุณหมอเจมส์ พาร์กินสัน ได้พบว่า ผู้ป่วยที่ต่อมาเป็นโรคพาร์กินสันมักมีอาการท้องผูกเป็นสัญญาณแรก และเมื่ออาการท้องผูกดีขึ้น โรคพาร์กินสันก็มีอาการดีขึ้นตามไปด้วย
ทั้งหมดนี้ย้ำถึงความสำคัญของการดูแลร่างกาย การรับประทานอาหารที่ดี และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหากทำได้จะส่งผลดีต่อร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า
หมอดื้อ
