“ไต” เป็นอวัยวะที่มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของช่องท้องใกล้กับชายโครง มีสองข้าง ได้แก่ ไตซ้ายและไตขวา หน้าที่หลักของไตคือการกรองเลือดเพื่อสร้างปัสสาวะ ขจัดสารพิษที่เกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึม รักษาสมดุลกรด-เบส ช่วยควบคุมความดันโลหิต และผลิตฮอร์โมนบางชนิด
โรคไตวายสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง โดยในบทความนี้จะเน้นไปที่ไตวายเรื้อรังซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการ “ปลูกถ่ายไต”
“ไตวายเรื้อรัง” หมายถึงภาวะที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองเลือดเพื่อกำจัดน้ำและของเสียออกจากร่างกาย สาเหตุของไตวายเรื้อรังมีหลายประการ แต่สาเหตุหลักที่พบมากที่สุดคือโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง
ไตวายเรื้อรังสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 ระยะ ตามอัตราการกรองของหน่วยไต ดังนี้

ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายหรือระยะที่ 5 เกิดขึ้นเมื่ออัตราการกรองของหน่วยไตต่ำกว่า 15ml/min ในระยะนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฟอกไตหรือการปลูกถ่ายไต
การรักษาโรคไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย (ระยะที่ 5)
ผู้ป่วยทุกคนที่อยู่ในระยะสุดท้ายของไตวายเรื้อรังจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาแบบ “การบำบัดทดแทนไต” ซึ่งมี 2 วิธีหลัก ดังนี้
1. การฟอกไต สามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่
1.1 การฟอกเลือด
1.2 การล้างไตผ่านช่องท้อง
การฟอกไตถือเป็นเพียง “การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ” เท่านั้น
2. การปลูกถ่ายไต เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระยะสุดท้าย
การปลูกถ่ายไตหมายถึงอะไร
“การปลูกถ่ายไต” คือ การผ่าตัดเพื่อนำไตที่ทำงานได้ดีจากผู้บริจาคที่มีชีวิตหรือผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้ว มาแทนที่ไตที่เสียหน้าที่ในผู้ป่วย

ผู้บริจาคอวัยวะที่มีชีวิต
ในประเทศไทย การบริจาคอวัยวะจากผู้ที่มีชีวิตจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของสภากาชาดไทยปี พ.ศ. 2545 ดังต่อไปนี้
ข้อ 49 ผู้บริจาคจะต้องมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ดังนี้
49.1 บิดา มารดา บุตร ธิดาโดยกำเนิด พี่น้องที่เกิดจากบิดามารดาเดียวกัน ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ทางกฎหมายหรือทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เช่น การตรวจ HLA หรือ DNA จากบิดาและมารดา
49.2 ลุง ป้า น้า อา และหลาน (ซึ่งหมายถึงลูกของพี่หรือน้องที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเดียวกันหรือครึ่งหนึ่ง เช่น พี่น้องต่างบิดาหรือมารดา) ในกรณีนี้จะต้องมีการพิสูจน์ทาง DNA และ/หรือ HLA ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริจาคและผู้รับอวัยวะ
หากมีข้อสงสัย ให้คณะอนุกรรมการวิชาการศูนย์รับบริจาคอวัยวะเป็นผู้ตัดสิน
ข้อ 50 ผู้บริจาคที่เป็นคู่สมรสจะต้องมีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี นับจนถึงวันผ่าตัดปลูกถ่ายไต ยกเว้นในกรณีที่มีบุตรหรือธิดาร่วมกัน หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการพิสูจน์ความสัมพันธ์ของบุตรธิดา ให้ใช้การตรวจ DNA และ/หรือ HLA เป็นเครื่องยืนยัน
ผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้ว (deceased donor)
ในประเทศไทย การบริจาคอวัยวะจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วจะเน้นเฉพาะกรณีของผู้บริจาคที่สมองตายเท่านั้น
“ภาวะสมองตาย (brain death)” หมายถึงการที่แกนสมองถูกทำลายจนไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ในทางการแพทย์ถือว่าผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะสมองตายคือผู้ที่เสียชีวิตแล้ว
ผู้ป่วยที่สมองตายและสามารถบริจาคอวัยวะได้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้บริจาคก่อนเข้าสู่ภาวะสมองตาย หรือหากอยู่ในภาวะสมองตายแล้ว จะต้องได้รับความยินยอมจากญาติสายตรง และต้องไม่มีข้อห้ามใดๆ ในการบริจาคอวัยวะ
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายอวัยวะจะเป็นผู้ทำการผ่าตัดเพื่อนำอวัยวะออกมา จากนั้นจะเก็บรักษาอวัยวะนั้นไว้ในน้ำยาถนอมอวัยวะเพื่อเตรียมนำไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยต่อไป
สิทธิในการเข้าถึงการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไต
ในปัจจุบัน ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่มีสัญชาติไทยสามารถเข้าถึงบริการการปลูกถ่ายไตได้ทุกสิทธิการรักษา โดยแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้
1. สิทธิข้าราชการ
2. สิทธิประกันสังคม
3. สิทธิประกันสุขภาพแห่งชาติ (เช่น สิทธิบัตรทอง หรือสิทธิรักษาพยาบาล 30 บาท)
4. สิทธิพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ประโยชน์ของการปลูกถ่ายไต มีดังต่อไปนี้
1. ผู้ป่วยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2. ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาในระยะยาวจะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับวิธีการรักษาอื่นๆ
3. อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยสูงขึ้น

ข้อเสียของการปลูกถ่ายไต
ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตทุกคนจำเป็นต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากยามากกว่าคนทั่วไป เช่น มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้นหลังการปลูกถ่ายไต หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น
ข้อเสียเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจะต้องติดเชื้อหรือเป็นมะเร็งทุกราย แต่เพียงมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นเท่านั้น
ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตทุกคนจะได้รับยาและคำแนะนำในการป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งทั้งก่อนและหลังการปลูกถ่ายไต
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียแล้ว การปลูกถ่ายไตยังมีข้อดีที่มากกว่าข้อเสียอย่างชัดเจน
ในสัปดาห์หน้า ยังมีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการรักษาโรคไตวายเรื้อรังระยะท้ายด้วย “การปลูกถ่ายไต” ตอนที่ 2 รอติดตามกันได้นะครับ
@@@@@
แหล่งข้อมูล
ผศ.นพ.ณัฐพล อาภรณ์สุจริตกุล หน่วยศัลยศาสตร์หลอดเลือดและปลูกถ่ายอวัยวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
