ไมเกรน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนวัยทำงาน เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่ทำให้เส้นเลือดมีความไวเกินปกติ ส่งผลให้มีอาการปวดหัวข้างเดียว ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของไมเกรน อาการปวดมักเป็นแบบตุ๊บๆ รุนแรง และอาจต่อเนื่องนาน 4 - 72 ชั่วโมง บางครั้งปวดข้างเดียวหรือสลับข้าง บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย อาการมักแย่ลงเมื่อมีสิ่งกระตุ้น เช่น การเคลื่อนไหวศีรษะ แสงจ้า อากาศร้อนหรือเย็นจัด เสียงดัง คนทำงานหลายคนมียาพาราเซตามอลเป็นยาสำคัญเพราะปวดหัวไมเกรนบ่อย
สำหรับบางคนที่มีอาการปวดหัวเรื้อรัง หรือแม้แต่การทานพาราเซตามอลก็ไม่ช่วยบรรเทาอาการ เพราะร่างกายอาจดื้อยาแล้ว จึงต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์แรงขึ้นเพื่อจัดการกับอาการปวดไมเกรน สาเหตุของไมเกรนมีหลายปัจจัย เช่น ความเครียด การนอนไม่พอ การเกร็งกล้ามเนื้อตลอดวัน หรืออาจเป็นสัญญาณของโรคสมองร้ายแรง เช่น หลอดเลือดสมองตีบ เนื้องอกในสมอง หรือเลือดออกในสมอง
อาการปวดศีรษะไมเกรนสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก
- กลุ่มที่ไม่มีอาการเตือน (Migraine without Aura) เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยไมเกรน
- กลุ่มที่มีอาการเตือน (Migraine with Aura) ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการเตือนก่อนปวดศีรษะ โดยอาการเตือนอาจกินเวลาตั้งแต่ 5 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
อาการเตือน (aura) ที่มักเกิดขึ้นก่อน “ปวดศีรษะไมเกรน”
- การมองเห็นผิดปกติ เช่น เห็นแสงไฟกระพริบ มองเห็นจุดหรือเส้นซิกแซ็ก แม้หลับตาก็ยังเห็นภาพเหล่านี้
- ในบางรายอาจมีอาการชา รู้สึกเหมือนถูกเข็มจิ้ม ประสาทสัมผัสชั่วคราวไม่ทำงาน อาจเริ่มจากปลายนิ้วลามไปยังแขนหรือใบหน้า บางครั้งอาจชาที่มือ-แขน หรือรอบปาก
จากการศึกษาของ Cephalalgia Magazine พบว่า 36% ของผู้ป่วยไมเกรนมีอาการหาวบ่อย ก่อนเกิดอาการไมเกรน อาจหาวทุก 2 - 3 นาที
ลักษณะอาการปวดหัวแบบใดที่เรียกว่า “ปวดหัวไมเกรน”

หลายคนสับสนกับอาการปวดศีรษะ บางครั้งปวดรุนแรงจนคิดว่าเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อาการเฉพาะของไมเกรนคือปวดศีรษะข้างเดียว อาจสลับข้างได้ ปวดแบบตุ้บๆ ตามจังหวะหัวใจ มักปวดด้านใดด้านหนึ่ง และอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย จากการสำรวจของ American Migraine Study พบว่า 73% ของผู้ป่วย 3,700 ราย มีอาการคลื่นไส้ และ 29% มีอาเจียน บางรายอาจปวดโพรงตาหรือมีอาการไซนัสร่วมด้วย โดยกว่า 90% ของผู้ป่วยไซนัสมักมีอาการไมเกรนร่วม
ผู้ป่วยไมเกรน...กับภาวะ “ตาไม่สู้แสง” พบว่าผู้ป่วยไมเกรนกว่า 80% มีอาการไวต่อแสง ภาวะนี้เกิดจากประสาทตาส่งสัญญาณไปยังสมอง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อแสงจ้าได้ เช่น แสงแดดหรือแสงแฟลช ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้
- ติดตั้งผ้าม่านกันแสงเพื่อป้องกันแสงแดดส่องเข้ามาในห้อง
- หลีกเลี่ยงการใช้หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดนีออน เพราะแสงจากหลอดเหล่านี้อาจกระตุ้นอาการไมเกรน
- ปรับความสว่างของจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และจัดมุมจอเพื่อลดการสะท้อนแสง
ติดตั้งไฟให้ห่างจากบริเวณที่อาจเกิดการสะท้อนแสง เช่น กระจก
การรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาไมเกรนให้หายขาดได้ การรักษาจึงเน้นไปที่การควบคุมอาการปวดศีรษะไมเกรนด้วยการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องและการใช้ยาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการบ่อย เช่น มากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน แพทย์มักแนะนำให้ใช้ยาป้องกันซึ่งต้องรับประทานทุกวัน เพื่อลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะ
หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น...ช่วยลดการเกิดไมเกรน
ผู้ป่วยไมเกรนไม่ควรหลีกเลี่ยงเพียงแสงจ้าเท่านั้น แต่ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดัง เช่น คอนเสิร์ต รวมถึงต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มชูกำลัง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการไมเกรนเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น
หากมีอาการปวดไมเกรน ผู้ป่วยควรพักในห้องที่มืด เย็น และเงียบสงบ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 10-20 นาที ควรรับประทานยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง ไม่ควรซื้อยาทานเอง เพราะการทานยาไมเกรนติดต่อกันนานๆ อาจทำให้เกิดภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยา ซึ่งจะทำให้อาการรุนแรงกว่าเดิม
บทความโดย : โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน แผนกโรคระบบประสาทและสมอง
