“ไขมัน” เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการ แต่หากบริโภคมากเกินไป อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคอ้วน ไขมันอุดตันในหลอดเลือด และโรคอื่นๆ รวมถึง “โรคไขมันพอกตับ” ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักกันในสัปดาห์นี้
“โรคไขมันพอกตับ” เป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจากการสะสมไขมันในตับมากเกินไป โดยไม่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้ตับอักเสบซ้ำๆ จนเกิดพังผืดและพัฒนาเป็นโรคตับแข็ง พร้อมภาวะแทรกซ้อน เช่น ท้องมาน อาเจียนเป็นเลือด และมะเร็งตับ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคไขมันพอกตับ ได้แก่ น้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนลงพุง โรคเบาหวาน การใช้ยาบางชนิด โรคถุงน้ำรังไข่ และภาวะไขมันในเลือดสูง
โรคไขมันพอกตับพบได้ประมาณ 25% ของประชากรทั่วไป แต่ในผู้ป่วยเบาหวานอาจพบได้สูงถึง 50-60% เนื่องจากโรคเบาหวานเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
อาการของโรค
ในช่วงเริ่มต้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการชัดเจน มักพบจากการตรวจเลือดหรือตรวจสุขภาพที่พบค่าการทำงานของตับผิดปกติ แต่ในระยะลุกลาม จะแสดงอาการแทรกซ้อนจากตับแข็ง เช่น ตัวและตาเหลือง มีน้ำคั่งในช่องท้อง เป็นต้น

วิธีการวินิจฉัย
เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาวะนี้ ซึ่งมักพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยง แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดหรืออัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อหาหลักฐานของการสะสมไขมันในตับหรือการเกิดพังผืด
แนวทางการรักษา ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สิ่งสำคัญคือการลดน้ำหนักสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน แนะนำให้ลดปริมาณแคลอรีลงประมาณ 500-1000 กิโลแคลอรีต่อวัน เพื่อให้สามารถลดน้ำหนักได้ 0.5-1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ โดยเป้าหมายเพื่อลดไขมันพอกตับอย่างมีประสิทธิภาพคือต้องลดน้ำหนักอย่างน้อย 7-10% นอกจากนี้ควรออกกำลังกายเป็นประจำและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อตับ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาสมุนไพร อาหารเสริม หรือยาที่ไม่จำเป็น

2. การรักษาด้วยยา ยาที่มีหลักฐานสนับสนุนได้แก่วิตามินอีและยาลดน้ำตาลในเลือดบางชนิด การใช้ยาควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของแพทย์หลังจากที่ผู้ป่วยเข้าใจถึงประโยชน์และผลข้างเคียงของยาเป็นอย่างดี
3. การรักษาโรคที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง และภาวะนอนกรน
การป้องกันโรค
เน้นการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่โรค เช่น การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการตรวจสุขภาพประจำปี
@@@@@@
แหล่งที่มาของข้อมูล
อ.พญ.ศุภมาส เชิญอักษร จากภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
