- ภาวะอุจจาระค้าง สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งผู้ที่ดูเหมือนจะมีสุขภาพดีหรือถ่ายอุจจาระทุกวัน แต่ก็อาจยังพบว่าอุจจาระไม่หมด ซึ่งอาจเกิดจากการเบ่งถ่ายไม่ถูกวิธี หรือพฤติกรรมการกลั้นอุจจาระ
- อุจจาระค้าง หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจสะสมและกลายเป็นอุจจาระที่ติดแน่น ส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูกที่รุนแรง รู้สึกแน่นท้อง มีลมในท้องมาก คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ และอาจส่งผลกระทบถึงการหายใจ
- การใช้ยาระบายอาจทำให้เกิดภาวะลำไส้ติดยา หรือดื้อต่อยาระบาย จนต้องเพิ่มขนาดยาไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายใช้เท่าไหร่ก็ไม่สามารถขับถ่ายได้
ปัญหาเรื่องการขับถ่ายไม่ใช่เรื่องที่ต้องอาย แต่มันเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพภายในร่างกาย และยังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอันตราย เช่น มะเร็งลำไส้ หากเราละเลยหรือไม่ให้ความสำคัญ ก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่ยืดเยื้อและกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้
อุจจาระค้างอาจเริ่มจากอาการท้องผูก

เศรษฐกิจ, อาหารการกิน และพฤติกรรมชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาท้องผูก (Constipation) ซึ่งพบได้มากกว่าร้อยละ 30 ของประชากร และมักจะพบมากในผู้สูงอายุ รวมถึงผู้หญิงที่พบมากกว่าผู้ชายถึงสองเท่า
ภาวะท้องผูกตามการแพทย์หมายถึงอาการขับถ่ายที่ยากลำบาก ต้องใช้เวลานานในการเบ่งถ่าย และจำนวนครั้งในการขับถ่ายจะน้อยกว่าผู้ที่ขับถ่ายปกติ โดยอาจน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ การขับถ่ายแต่ละครั้งมักจะเป็นเม็ดแข็งและรู้สึกเหมือนถ่ายไม่สุด ทำให้เกิดความอึดอัดแน่นท้อง
หากอาการท้องผูกเป็นเวลานานเกิน 3 เดือน หรือมีอาการท้องผูกพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น การลดน้ำหนัก ถ่ายเป็นเลือด ท้องผูกสลับกับท้องเสีย อุจจาระลำเล็กลง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากภาวะท้องผูกอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือเริ่มมีอาการท้องผูกหลังอายุ 50 ปี
นอกจากท้องผูกแล้ว ยังมีภาวะการขับถ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แม้กระทั่งกับผู้ที่ดูเหมือนจะมีสุขภาพดี นั่นคือภาวะอุจจาระค้าง
ทำความรู้จักกับภาวะอุจจาระค้าง
ภาวะอุจจาระค้างคือการขับถ่ายที่ไม่หมด ทำให้มีอุจจาระตกค้างในลำไส้ เมื่ออุจจาระเก่าค้างอยู่เป็นเวลานานจะเกาะติดแน่น หากอุจจาระใหม่มาถึงก็ไม่สามารถขับอุจจาระเก่าออกไปได้ กลายเป็นอุจจาระแข็งสะสมและไม่สามารถออกจากลำไส้ได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องผูก คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หายใจไม่สะดวก แน่นท้อง หรือรู้สึกมีกลิ่นมากในท้อง
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอุจจาระค้าง
ภาวะอุจจาระค้างสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศใดหรืออายุเท่าใด แม้แต่กับผู้ที่มีสุขภาพดีหรือคนที่ขับถ่ายทุกวัน โดยสาเหตุของภาวะนี้มีดังนี้
- การเบ่งถ่ายไม่ถูกวิธี เช่น การเบ่งขณะหายใจเข้าแล้วแขม่วท้อง
- การกลั้นอุจจาระในช่วงเวลาที่ไม่สะดวก เช่น ระหว่างเดินทาง หรือในการประชุม ซึ่งทำให้ไม่สามารถไปห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวด
- ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เคลื่อนไหวน้อย
- การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อแดง หรืออาหารที่ย่อยยากและไม่มีไฟเบอร์ รวมถึงอาหารที่ทำให้เกิดอาการอืดแน่นท้อง
- ขาดการออกกำลังกาย
- ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
- ผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดบ่อยๆ จนลำไส้เกิดพังผืด มีช่องว่างที่ทำให้อุจจาระตกค้างได้
อาการของภาวะอุจจาระค้าง
หากอุจจาระค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างรุนแรง ดังนี้
- อาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง รู้สึกไม่สบายท้อง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ต้องใช้แรงเบ่งถ่ายมากขึ้นกว่าปกติ
- รู้สึกว่าอุจจาระไม่ออกหมด หรือถ่ายไม่สะดวก
- มีเลือดปนออกมากับอุจจาระ
- ปัสสาวะบ่อยจากการที่กระเพาะปัสสาวะถูกกดทับ
- อาการปวดหลังส่วนล่าง
- หายใจไม่สะดวก หายใจได้เพียงครึ่งเดียว ต้องหายใจลึกตลอดเวลา
- รับประทานอาหารได้น้อย เบื่ออาหาร
- รู้สึกขมคอ เรอเปรี้ยว และผายลมบ่อยครั้ง
- อ่อนเพลีย และนอนไม่หลับ
วิธีป้องกันภาวะอุจจาระค้าง

- ควรฝึกการขับถ่ายให้เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าหลังตื่นนอน ระหว่าง 5-7 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
- ฝึกเบ่งถ่ายอุจจาระให้ถูกวิธี โดยนั่งบนโถชักโครกแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย หากเท้าไม่ถึงพื้น ควรมีที่วางเท้าเพื่อช่วยให้เบ่งได้ดีขึ้น
- สำหรับผู้ที่ขับถ่ายยาก อาจใช้มือกดท้องด้านซ้ายล่างขณะขับถ่ายเพื่อกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง เพิ่มการบริโภคอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- ไม่ควรกลั้นอุจจาระ ควรขับถ่ายทันทีที่รู้สึกปวด
- หากยังไม่รู้สึกปวดอุจจาระ แต่ต้องออกไปข้างนอก อย่าพยายามเบ่งถ่าย หากไม่ปวด เนื่องจากการเบ่งแรงๆ อาจกระตุ้นลำไส้และเพิ่มแรงดันในลำไส้ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาลำไส้โป่งพองหรือริดสีดวงทวารได้
- ในกรณีที่มีภาวะท้องผูก ควรทานอาหารที่มีโปรไบโอติก เช่น นมเปรี้ยว ชาหมัก
- ฝึกหายใจให้ถูกวิธี โดยหายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ
- หลีกเลี่ยงการเกร็งขณะเบ่งถ่าย
- ควรขยับร่างกายหลังทานอาหารเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานและช่วยการย่อยอาหาร
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
การรักษาภาวะอุจจาระค้าง
เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว แพทย์จะดำเนินการรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีต่างๆ เช่น การสวนทวารหนัก การใช้ยาทาเหน็บ หรือการให้ยาระบาย สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อเอาอุจจาระที่ตกค้างออกจากลำไส้ แต่กรณีนี้พบได้น้อยมาก
ไม่ควรซื้อยาระบายมารับประทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำให้เกิดภาวะลำไส้ติดยา หรือดื้อยา ส่งผลให้ต้องเพิ่มปริมาณยาไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ไม่สามารถขับถ่ายได้ แม้ว่าจะใช้ยาในปริมาณมากก็ตาม การใช้ยาระบายเองโดยไม่หาสาเหตุที่แท้จริงจึงอันตราย หากพบอาการของภาวะอุจจาระตกค้าง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง การใช้ยาระบายเองเป็นเวลานานอาจทำให้การรักษาซับซ้อนยิ่งขึ้น ต้องปรับการใช้ยา หรือใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกัน
การกลั้นอุจจาระและขับถ่ายไม่ถูกวิธีแม้ในผู้ที่มีสุขภาพดีและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็ยังสามารถทำให้เกิดภาวะอุจจาระตกค้างได้ หากการขับถ่ายของคุณเริ่มผิดปกติหรือมีอาการเช่น ท้องผูก คลื่นไส้ เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร ฯลฯ ควรไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่แม่นยำและเหมาะสม
บทความโดย : นพ. อนุพงศ์ ตั้งอรุณสันติ อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร รพ. สมิติเวช สุขุมวิท
