
ลักษณะปกติของปอด
1. ใยอีลาสติน ที่ห่อหุ้มผนังถุงลม ทำให้ถุงลมสามารถยืดขยายและหดตัวได้ หากใยนี้ถูกแทนที่ด้วยสิ่งที่ยืดหดได้ยาก ถุงลมก็จะขยายได้ยากขึ้น
2. สารลดแรงตึงผิว ภายในถุงลมมีน้ำบางส่วนเคลือบผิวอยู่ ซึ่งสร้างแรงตึงผิวที่พยายามบีบให้ถุงลมหดเล็กลง แต่เซลล์ที่ผนังถุงลมจะสร้างสารที่ช่วยลดแรงตึงผิวนี้ ทำให้ถุงลมคงขนาดได้ และอากาศสามารถไหลเข้าออกจากปอดได้อย่างสะดวก
ภาวะปอดผิดปกติจากการติดเชื้อไวรัส
จากการวิเคราะห์ภาพรังสีของผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรง พบว่า ปอดของผู้ป่วยมีลักษณะของภาวะปอดบวมและ ARDS โดยเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 เชื้อจะเข้าสู่ปอดและเกาะที่เซลล์เยื่อบุผิวของถุงลม ซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายหลั่งสารไซโตไคน์ที่มีหน้าที่ฆ่าไวรัส อย่างไรก็ตาม ไซโตไคน์กลับส่งผลกระทบต่อส่วนอื่นๆ ของปอดด้วย เช่น
- กระตุ้นตัวรับรู้การไอ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ
- ทำลายเซลล์ของเยื่อบุผิวถุงลม ทำให้ของเหลวจากภายนอกซึมเข้ามาในถุงลมมากขึ้น จนเกิดภาวะน้ำท่วมปอด ผู้ป่วยจึงหายใจลำบาก คล้ายกับการจมน้ำ
- ทำลายเซลล์ที่ผลิตสารลดแรงตึงผิว ส่งผลให้ปริมาณสารลดแรงตึงผิวในปอดลดลง ทำให้แรงตึงผิวในถุงลมเพิ่มขึ้น ถุงลมจึงหดตัวและขยายตัวได้ยาก
- เมื่อผนังถุงลมและส่วนประกอบรอบๆ ถูกทำลาย ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซม แต่การซ่อมแซมนี้จะเปลี่ยนใยอีลาสตินไปเป็นไฟโบรบลาสต์ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ยืดหดได้ยาก ส่งผลให้เกิดพังผืดในเนื้อปอด คล้ายกับแผลเป็นบนผิวหนัง ทำให้เนื้อปอดสูญเสียความยืดหยุ่นไป

จากเหตุผลที่กล่าวมา ทำให้ถุงลมและปอดได้รับความเสียหาย เกิดภาวะปอดแฟบ ปอดขยายตัวได้ยาก ปริมาตรอากาศที่เข้าไปในปอดลดลง ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลง และทำให้เกิดภาวะเลือดพร่องออกซิเจน เนื้อเยื่อขาดออกซิเจน ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการหายใจเร็ว แต่เนื่องจากปอดไม่สามารถขยายได้ดี การหายใจเข้าลึกจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวด ต้องใช้แรงในการหายใจให้ลึกขึ้น ผู้ป่วยจึงหายใจตื้นและเร็ว รวมทั้งมีอาการหายใจหอบเหนื่อย หากอาการหนักขึ้น ผู้ป่วยจะไม่สามารถหายใจได้เองและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ นอกจากการตอบสนองของระบบหายใจแล้ว ร่างกายยังตอบสนองด้วยการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อช่วยให้เลือดไปถึงปอดมากขึ้น เพื่อให้การแลกเปลี่ยนก๊าซยังคงดำเนินไปอย่างปกติ
บทความโดย : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
