- การรับประทานยาเพื่อป้องกันไข้ล่วงหน้า ไม่ได้ช่วยป้องกันการเกิดไข้แต่อย่างใด และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม หากบริโภคเกิน 8 เม็ดต่อวัน ติดต่อกันนานกว่า 5 วัน อาจทำให้ตับทำงานหนักเกินไป จนเซลล์ตับถูกทำลาย และนำไปสู่ภาวะตับอักเสบได้
- การรับประทานยาในปริมาณที่มากกว่าที่แพทย์สั่ง ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุหรือความเข้าใจผิดว่าทำให้หายเร็วขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
- ยานั้นออกแบบมาเพื่อใช้รักษาเฉพาะบุคคล ดังนั้นไม่ควรแบ่งยาให้ผู้อื่นที่มีอาการคล้ายคลึงกัน เนื่องจากแต่ละคนมีโรคประจำตัว การทำงานของตับและไต รวมถึงน้ำหนักตัวและขนาดยาที่เหมาะสมแตกต่างกัน
"ยา" ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญในการรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคและอาการเจ็บป่วยต่างๆ ช่วยให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้นตามสรรพคุณของยา เช่น บรรเทาอาการปวด ลดความดันโลหิต รักษาการติดเชื้อ ฯลฯ การใช้ยาที่ถูกต้องควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ทั้งในเรื่องขนาดและระยะเวลาในการใช้ยา
แต่บ่อยครั้งที่ความเข้าใจผิด ความไม่รู้ และความเชื่อที่ผิดๆ อาจนำไปสู่การใช้ยาที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกินขนาดหรือยาที่ออกฤทธิ์ต้านกัน อาจทำให้เกิดอาการแพ้ยา ตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงรุนแรงถึงชีวิต หรืออาจส่งผลให้อวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต กระเพาะอาหาร และสมอง ได้รับความเสียหาย

1. การกินยาล่วงหน้าเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
ความเชื่อที่แพร่หลายว่าหากรู้สึกว่าจะเป็นไข้ ควรกินยาล่วงหน้าเพื่อป้องกันไข้หวัด โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลหรือยาลดไข้ชนิดอื่นๆ ในความเป็นจริง ยาเหล่านี้มีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการปวดและลดไข้ แต่ไม่สามารถป้องกันการเจ็บป่วยได้ ดังนั้น การกินยาเพื่อป้องกันไข้ในขณะที่ยังไม่มีอาการจึงไม่ช่วยป้องกันการเกิดไข้ นอกจากนี้ ยาทุกชนิดมีผลข้างเคียง และอาจเป็นอันตรายหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม หากกินเกิน 8 เม็ดต่อวัน ติดต่อกันเกิน 5 วัน อาจทำให้ตับทำงานหนัก จนเซลล์ตับถูกทำลาย และเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบได้
2. การกินยารวมมื้อ
การลืมกินยามื้อหนึ่งแล้วนำมารวมกับมื้อถัดไป หรือการลืมกินยาก่อนอาหารแต่ไปกินพร้อมยาหลังอาหารแทน เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เนื่องจากการกินยารวมมื้ออาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดในมื้อถัดไป และยาที่ต้องกินก่อนอาหารจะสูญเสียประสิทธิภาพหากกินหลังอาหาร วิธีการกินยาที่ถูกต้องมีดังนี้
- ยาระหว่างอาหารหรือยาพร้อมอาหาร ควรกินพร้อมอาหารคำแรกหรือหลังจากกินอาหารไปแล้วครึ่งหนึ่ง
- ยาก่อนอาหาร ควรกินก่อนอาหารประมาณ 20 – 30 นาที หากลืม ให้ข้ามไปกินก่อนอาหารมื้อถัดไป หรือกินหลังอาหารมื้อนั้นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ต้องกินยามื้อถัดไป
- ยาหลังอาหาร ควรกินหลังอาหารประมาณ 15 นาที หากลืมไม่เกิน 15 นาที สามารถกินได้ แต่ถ้านานกว่านั้นให้ข้ามไปกินมื้อถัดไป ยกเว้นยาสำคัญที่ห้ามข้าม ให้กินของว่างเล็กน้อยแล้วกินยาทันที
- ยาก่อนนอน ควรกินก่อนเข้านอนประมาณ 15 – 30 นาที หากลืม ให้ข้ามไปกินก่อนนอนคืนถัดไป
3. การกินยาเกินขนาด (overdose) เพื่อให้หายเร็วขึ้น
การรับประทานยาในปริมาณที่มากกว่าที่แพทย์สั่ง ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ ความเข้าใจผิด หรือความเชื่อว่าจะช่วยให้หายเร็วขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่ผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับปริมาณและระยะเวลาในการใช้ยาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ยาที่มักพบว่ามีการกินเกินขนาดบ่อยครั้งคือยาพาราเซตามอล โดยขนาดยาที่เหมาะสมคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น หากน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ควรกินยา 600-900 มิลลิกรัม หรือประมาณ 1.5 เม็ดของยา 500 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง และไม่เกิน 5 ครั้งต่อวัน นอกจากนี้ ยาพาราเซตามอลเป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการ หากไม่มีอาการปวดหรือไข้ ก็ไม่จำเป็นต้องกิน การใช้ยานี้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ตับทำงานผิดปกติและเสี่ยงต่อภาวะตับอักเสบ
หากผู้ป่วยกินยาเกินขนาดและพบอาการไม่พึงประสงค์ เช่น อุณหภูมิร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ปวดท้อง คลื่นไส้ หายใจลำบาก ชีพจรอ่อน ความดันโลหิตสูงผิดปกติ ง่วงซึม สับสน หรือมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อก ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ นอกจากนี้ ยาบางชนิดอาจไม่แสดงผลทันที แต่สะสมในร่างกายจนทำลายอวัยวะสำคัญได้
4. ยาปฏิชีวนะและยาแก้อักเสบคือยาชนิดเดียวกันหรือไม่
ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่ายาฆ่าเชื้อ เป็นยาที่ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบที่มีหนอง แผลฝีที่ผิวหนัง หรือปอดอักเสบจากแบคทีเรียที่ทำให้มีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว สิ่งสำคัญคือยาปฏิชีวนะมีหลายชนิด และการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่แตกต่างกัน ดังนั้น การรักษาจึงต้องใช้ยาให้ตรงกับเชื้อที่เป็นสาเหตุ ไม่ควรใช้ยาชนิดใดก็ได้โดยไม่ปรึกษาแพทย์
ยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดไข้ บรรเทาอาการปวด บวม และแดง โดยทางการแพทย์ระบุว่าการอักเสบส่วนใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการติดเชื้อ เช่น โรคเกาต์ โรคข้อเสื่อม โรคข้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันอย่างโรคข้อรูมาตอยด์ หรือการบวมแดงจากอุบัติเหตุหรือแมลงกัดต่อย ซึ่งสามารถรักษาด้วยยาต้านอักเสบได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
หลายคนมักเข้าใจผิดว่ายาปฏิชีวนะและยาแก้อักเสบเป็นยาชนิดเดียวกัน ทำให้เมื่อซื้อยากินเองอาจได้ยาที่ไม่ตรงกับโรค และอาจนำไปสู่การได้รับยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น จนเกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในที่สุด จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขประเทศอังกฤษ พบว่าในทุกชั่วโมงมีคนไทยเสียชีวิตจากการดื้อยาปฏิชีวนะเฉลี่ย 2 คน โดยในปี 2010 มีผู้เสียชีวิตจากเชื้อแบคทีเรียดื้อยาในประเทศไทยสูงถึง 19,122 คน ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลักคือการที่คนไทยสามารถซื้อยาได้ง่ายตามร้านขายยาโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์
5. อาการหวัดเจ็บคอจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่
อาการเจ็บคอส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสหรือที่เรียกว่าเชื้อหวัด ส่วนการเจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ไข้สูง ฝีหนองที่ต่อมทอนซิล น้ำมูกหรือเสมหะสีเหลือง/เขียว การติดเชื้อไวรัสหรือหวัดนั้นไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรง ใช้การรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายกำจัดเชื้อออกไปเอง ดังนั้น การเข้าใจผิดว่าต้องซื้อยาปฏิชีวนะมากินเมื่อมีอาการเจ็บคอจากหวัดจึงไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น

6. การหยุดยา เพิ่มยา ลดยา หรือซื้อยาเดิมกินต่อเนื่องเป็นปีๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์
การใช้ความรู้สึกส่วนตัวในการหยุดยา เพิ่มยา หรือลดยาเองเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นเพราะต้องการหายเร็วหรือรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วจึงหยุดยาเพราะคิดว่าหายแล้ว ในความเป็นจริง โรคบางโรคใช้ยารักษาเพียงระยะสั้นก็เพียงพอ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย หากกินยาครบตามที่แพทย์สั่งก็ไม่จำเป็นต้องกินต่อ หรือยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้อักเสบลดปวด ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยาระบาย หากอาการหายแล้วก็สามารถหยุดกินได้
สำหรับโรคเรื้อรัง (Non Communicable Diseases: NCD) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ไตเสื่อม เกาต์ โรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง โรคเหล่านี้มักเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ต้องใช้เวลารักษานาน และจำเป็นต้องใช้ยาร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการตรวจร่างกาย/ตรวจเลือดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ดังนั้น หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อติดตามอาการและรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรปรับหรือหยุดยาเอง แม้ว่าจะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นแล้วก็ตาม
7. โรคเดียวกันสามารถแบ่งยากันกินได้หรือไม่
บางครั้งเมื่อหายจากโรคแล้ว แต่ยังมียาเหลืออยู่ จึงแบ่งยาให้คนอื่นที่มีอาการคล้ายกันกินต่อ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละคนมีโรคประจำตัว การทำงานของตับและไต รวมถึงน้ำหนักตัวและปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อชนิดและขนาดของยาที่แตกต่างกัน ดังนั้น ยาจึงเหมาะสำหรับการรักษาเฉพาะบุคคลเท่านั้น ที่สำคัญ ผู้ใหญ่ไม่ควรแบ่งยาของตัวเองให้เด็กกินด้วยการแบ่งครึ่งเม็ด เพราะเข้าใจว่ายาครึ่งเม็ดให้ฤทธิ์เพียงครึ่งเดียว เนื่องจากระบบอวัยวะภายในของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ การตอบสนองต่อยาจึงต่างกัน การที่เด็กได้รับยาเกินขนาดเพียงเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าที่คิด ดังนั้น ไม่ควรแบ่งยาให้คนอื่นกิน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่
8. การกินยากับเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่า
เพื่อให้ยาได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรกินกับน้ำเปล่าที่สะอาดเท่านั้น ไม่ควรกินร่วมกับเครื่องดื่มอื่นๆ เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพและประสิทธิภาพของยา ดังนี้
- การกินยากับนม - แคลเซียม โปรตีน และเหล็กในนมอาจไปจับกับตัวยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะหรือยาลดกรด ทำให้การดูดซึมยาเข้าสู่กระแสเลือดลดลง และยาอาจออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่
- กาแฟ - คาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท หากกินร่วมกับยาที่มีฤทธิ์กระตุ้น เช่น ยาแก้หวัดหรือยาขยายหลอดลม อาจทำให้เกิดอาการใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ หรือเป็นลมได้
- น้ำผลไม้ - น้ำผลไม้รสเปรี้ยว เช่น น้ำส้มหรือน้ำมะนาว ทำให้กรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น อาจทำให้ปวดท้องหากกินคู่กับยาที่เพิ่มกรดในกระเพาะ นอกจากนี้ยังรบกวนการดูดซึมของยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง หัวใจล้มเหลว และโรคภูมิแพ้
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและปัสสาวะบ่อยขึ้น หากกินใกล้กับยาที่ขยายหลอดเลือดหรือยาขับปัสสาวะ อาจทำให้ความดันโลหิตต่ำ วิงเวียน หรือเป็นลมได้ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานานยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับอักเสบหรือตับแข็ง และทำให้ตับทำงานหนักขึ้นแม้จะกินยาในขนาดปกติ
- น้ำอัดลม - มีกรดและน้ำตาลสูง ซึ่งอาจรบกวนการออกฤทธิ์ของยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดหรือยาขยายหลอดลม
เพื่อให้การใช้ยามีประสิทธิภาพสูงสุด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และเภสัชกร อ่านฉลากยาให้เข้าใจ รับประทานยาในปริมาณที่ถูกต้องตรงเวลา และไม่หยุดยาเอง หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ผู้รักษา สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ความรู้สึกส่วนตัวหรือเชื่อข้อมูลจากโซเชียลมีเดียโดยไม่ตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญ
บทความโดย : พญ. ทิปภา ชุติกาญจน์โกศล แพทย์ด้านอายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์
