- โรคอัลไซเมอร์มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ที่มีประวัติทางพันธุกรรม หรือผู้ที่มีภาวะอื่นๆ เช่น ภาวะซึมเศร้าและการนอนหลับไม่สนิท
- อาการหลักของโรคอัลไซเมอร์คือปัญหาด้านความจำ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ เช่น สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่ คิดคำพูดไม่ออก ตัดสินใจได้ไม่ดี หงุดหงิดง่าย รู้สึกซึมเศร้า และแยกตัวจากสังคม
- ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ มีเพียงการรักษาเพื่อบรรเทาอาการและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงสามารถดูแลตัวเองได้
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอวัยวะหนึ่งของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะเกือบทุกส่วน แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้นและมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย สมองจะค่อยๆ เสื่อมสภาพตามเวลาและการใช้งาน ซึ่งแสดงออกผ่านอาการต่างๆ เช่น ความจำไม่ดีหรือขี้หลงขี้ลืม ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการหลักของโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) ที่เป็นสาเหตุหลักของภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมถอยของการทำงานและโครงสร้างของสมองมากกว่าปกติ เกิดจากการสะสมของโปรตีนเบต้า-อะไมลอยด์ (beta-amyloid) ซึ่งเป็นของเสียจากการทำงานของเซลล์ โปรตีนนี้ไปจับกับเซลล์สมอง เส้นใยประสาท และเซลล์พี่เลี้ยง ส่งผลให้เซลล์สมองถูกทำลายและตายลงในที่สุด ทำให้สมองฝ่อและสูญเสียเนื้อสมอง
โรคอัลไซเมอร์จัดอยู่ในกลุ่มโรคสมองเสื่อม (Dementia) ที่พบมากที่สุด โดยคิดเป็น 60-80% ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมทั้งหมด ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและปัจจัยอื่นๆ ในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนผู้ป่วย แต่จากข้อมูลของสมาคมโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Association) ที่รวบรวมจากชาวอเมริกัน พบว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกปี และในปี 2020 มีผู้ป่วยสูงถึง 14 ล้านคน หรือประมาณ 5% ของประชากรทั้งหมด
สาเหตุอื่นๆ ที่นำไปสู่ภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ สมองเสื่อมจากภาวะขาดเลือด (Vascular Dementia), Dementia with Lewy bodies, Frontotemporal lobar dementia, ภาวะสมองเสื่อมในโรค Parkinson (Parkinson’s disease dementia) และภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

1. ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
- อายุ เมื่ออายุเกิน 65 ปีขึ้นไป ความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้นสองเท่าทุกๆ 5 ปี
- ปัจจัยทางพันธุกรรม โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความจำเสื่อม
- การกลายพันธุ์ของยีน เช่น Apolipoprotein E (Apo E), Amyloid-beta Precursor Protein (APP), Presenilin 1 (PSEN1), Presenilin 2 (PSEN2) และ Down’s syndrome ซึ่งทำให้อาการของโรคอัลไซเมอร์ปรากฏเร็วกว่าปกติ
- เพศ พบว่าเพศหญิงมีความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่าเพศชายเล็กน้อย
2. ปัจจัยที่เกิดขึ้นภายหลัง
ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ โดยส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงสมอง ทำให้เนื้อสมองถูกทำลายมากขึ้น ดังต่อไปนี้
- โรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปถึง 39%
- โรคความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 61%
- โรคอ้วน ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 60%
- การสูบบุหรี่ เพิ่มความเสี่ยงสูงถึง 59%
- การไม่ออกกำลังกาย มีความเสี่ยงสูงถึง 82%
3. ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและทางกายภาพอื่นๆ
- ระดับการศึกษา ผู้ที่มีการศึกษาต่ำมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 59%
- ภาวะซึมเศร้า เพิ่มความเสี่ยงสูงถึง 90%
- ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นส่งผลให้สมองทำงานได้ไม่เต็มที่ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า
- การนอนหลับ การนอนหลับไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) หรือโรคขาอยู่ไม่สุข (Restless Leg Syndrome) ส่งผลต่อกระบวนการซ่อมแซมเซลล์สมองและการจัดเก็บความจำระหว่างการนอนหลับ
- ประวัติการบาดเจ็บทางสมอง การได้รับบาดเจ็บที่สมองทำให้เซลล์สมองเสียหาย
อาการของโรคอัลไซเมอร์
นอกจากปัญหาด้านความจำซึ่งเป็นอาการหลักที่สังเกตได้ชัดเจนแล้ว โรคอัลไซเมอร์ยังมีอาการอื่นๆ ที่แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน โดยอาการเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการเข้าสังคมอย่างมาก
- สูญเสียความจำระยะสั้นหรือข้อมูลที่เพิ่งเรียนรู้ มีการลืมสิ่งของในที่ที่ไม่ควรเก็บ เช่น วางของไว้แล้วลืม วางกุญแจรถในตู้เย็น หรือนึกชื่อคนที่คุ้นเคยไม่ออก หากอาการรุนแรงขึ้น อาจสูญเสียความทรงจำในอดีตได้
- สับสนเรื่องวัน เวลา และสถานที่
- สับสนเรื่องทิศทาง เช่น ลืมเส้นทางที่เคยใช้บ่อยๆ
- มีปัญหาในการสื่อสาร เช่น คิดคำพูดไม่ออก หรือไม่เข้าใจข้อความยาวๆ
- การตัดสินใจแย่ลงและช้าลง
- มีความยากลำบากในการคิดวิเคราะห์หรือแก้ปัญหา
- ขาดสมาธิและไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้
- มีปัญหาในการทำงาน ทำให้งานสำเร็จได้ยากขึ้น
- อารมณ์แปรปรวน เช่น หงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หรือซึมเศร้า
- แยกตัวจากสังคม งาน หรือกิจกรรมที่เคยชอบทำ
คนที่ขี้หลงขี้ลืม จัดว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือไม่?
การบอกว่าคนที่มีอาการขี้หลงขี้ลืมเป็นโรคอัลไซเมอร์อาจไม่ถูกต้องเสมอไป อาการขี้หลงขี้ลืมบ่อยๆ อาจเกิดจาก 2 กรณีหลัก ดังนี้
- อาการขี้ลืมที่เกิดจากการไม่จดจำหรือไม่เก็บข้อมูลเข้าสู่ความจำ เช่น มีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ ลักษณะนี้ไม่จัดว่าเป็นโรคความจำเสื่อม
- อาการขี้ลืมที่เกิดจากความสามารถในการจดจำลดลง ถือเป็นโรคความจำเสื่อม ซึ่งมักมีอาการอื่นๆ เกี่ยวกับความจำร่วมด้วย
สามารถทดสอบความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์เบื้องต้นได้จากแบบประเมินนี้ คลิก
การตรวจวินิจฉัยโรคความจำเสื่อม
การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุของโรคความจำเสื่อมเป็นขั้นตอนสำคัญในการรักษาและค้นหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและตรงจุด การวินิจฉัยโรคความจำเสื่อมทำได้ดังนี้
- การซักประวัติ จากผู้ป่วย คนรอบข้าง หรือผู้ใกล้ชิด เพื่อสังเกตพฤติกรรมและอารมณ์
- การตรวจร่างกาย เพื่อหาอาการทางระบบประสาท เช่น อาการอ่อนแรงหรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ
- การตรวจความจำ เช่น Mini Mental Status Examination (MMSE), Montreal Cognitive Assessment (MoCA), Cognitive Ability Test
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1) การตรวจภาพสมอง ด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อประเมินสภาพสมอง
2) การตรวจเลือด เพื่อหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด การทำงานของไทรอยด์ ระดับวิตามินบี12 การตรวจหาการติดเชื้อซิฟิลิสหรือเอชไอวี และการตรวจภูมิคุ้มกันที่ส่งผลต่อสมอง - การประเมินภาวะทางอารมณ์
- การตรวจยีน เช่น Apolipoprotein E4 (Apo E4), Amyloid-beta Precursor Protein (APP), Presenilin 1 (PSEN1) และ Presenilin 2 (PSEN2)
นอกจากนี้ ยังต้องตรวจหาภาวะหรือโรคทางกายอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความจำและให้การรักษาร่วมด้วยเสมอ เช่น ภาวะเกลือแร่ในร่างกายต่ำ เช่น โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ภาวะขาดวิตามิน เช่น วิตามินบี1 บี12 โฟลิค ภาวะพร่องไทรอยด์หรือไทรอยด์เป็นพิษ การติดเชื้อบางชนิด เช่น ซิฟิลิส เอชไอวี โรคภูมิคุ้มกันแปรปรวนที่กระทบต่อสมอง การใช้ยาบางชนิดที่ส่งผลต่อความจำ โดยเฉพาะยาที่ทำให้ง่วงนอน ยานอนหลับ หรือสารเสพติด เช่น แอมเฟตามีน โคเคน กัญชา โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ปัจจุบันมีการตรวจสุขภาพสำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ เพื่อวินิจฉัยและรักษาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยบรรเทาอาการหรือชะลอการดำเนินโรค ซึ่งมีรายละเอียดการตรวจดังนี้ คลิก
การป้องกันโรคความจำเสื่อม

- ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง หากมีภาวะเหล่านี้ ควรรักษาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- ฝึกสมองด้วยกิจกรรมที่ชอบในเวลาว่าง เช่น อ่านหนังสือ วาดภาพ ทำอาหาร หรือปลูกต้นไม้
- เข้าสังคมและมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
- ดูแลอารมณ์ให้สดใส ลดความเครียดและความเศร้า หากจัดการเองไม่ได้ ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัด
การรักษาภาวะความจำเสื่อมจากโรคอัลไซเมอร์
ในปัจจุบัน โรคอัลไซเมอร์ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงการรักษาที่ช่วยบรรเทาอาการหรือชะลอไม่ให้อาการแย่ลง รวมถึงช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถดูแลตัวเองได้ ดังนี้
- เน้นการรักษาสาเหตุหรือโรคที่เกี่ยวข้อง พร้อมดูแลสุขภาพในทุกด้าน ทั้งร่างกายและการทำกิจวัตรประจำวัน
- จัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นสมองและความคิด
- หาผู้ดูแลที่เข้าใจธรรมชาติของโรคนี้ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
- วางแผนการรักษาระยะยาวและปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย
- ใช้ยาที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง
บทความโดย แพทย์หญิง จิตรลดา สมาจาร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
