
- การวินิจฉัยอาการปวดศีรษะไมเกรนควรแยกออกจากสาเหตุร้ายแรง เช่น ภาวะเลือดออกในสมองหรือสมองขาดเลือดก่อน จากนั้นจึงกำหนดแผนการรักษาตามความรุนแรงและความถี่ของอาการปวด
- หากมีอาการปวดหัวรุนแรงทันทีทันใด หรืออาการปวดที่รุนแรงที่สุดในชีวิต รวมถึงอาการปวดหัวไมเกรนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ควรปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา
- การวางแผนการรักษาออฟฟิศซินโดรมอย่างเหมาะสมจะช่วยลดระยะเวลาในการรักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
อาการปวดที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหรือความทุพพลภาพได้ ผู้ป่วยหลายคนมักคิดว่าอาการปวดบางอย่างไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด สิ่งสำคัญคือการหาสาเหตุของอาการปวด ซึ่งอาจมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้อง เมื่อทราบสาเหตุแล้ว แพทย์จะสามารถให้การรักษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ช่วยรักษาอาการปวดได้ตรงจุด รวมถึงการผสมผสานวิธีการรักษาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและหายขาด
ไมเกรน: โรคปวดศีรษะชนิดหนึ่ง
สาเหตุของไมเกรนเกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในเยื่อหุ้มสมอง ทำให้หลอดเลือดบริเวณผิวสมองอักเสบและหดตัว ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรงพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น ภาพเบลอ เห็นแสง วิงเวียน คลื่นไส้ ชา หรืออ่อนแรง ซึ่งเรียกว่า Aura สารสื่อประสาทที่ทำให้หลอดเลือดคลายตัวจะทำให้เกิดอาการปวดตุ๊บๆ โดยปัจจัยกระตุ้นอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะได้
ปัจจัยกระตุ้นจากภายในตัวผู้ป่วย (Intrinsic precipitating factors)
- พันธุกรรม มีการศึกษาพบว่ามีความเกี่ยวข้องสูงถึง 50%
- ผู้หญิงมีแนวโน้มปวดศีรษะไมเกรนมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะช่วงก่อน ระหว่าง และหลังมีประจำเดือนในวัยเจริญพันธุ์ สามารถกระตุ้นอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อยครั้ง
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ
- ความเครียดสะสม
ปัจจัยกระตุ้นจากภายนอก (Extrinsic precipitating factors)
- สภาพแวดล้อม - อากาศร้อนหรือเย็นเกินไป ความกดอากาศสูง แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน
- อาหารบางประเภท เช่น ช็อกโกแลต ชีส ผงชูรส ชา กาแฟ ไวน์
- การใช้ยาคุมกำเนิดหรือการรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทน อาจทำให้อาการไมเกรนรุนแรงขึ้น
ลักษณะอาการของไมเกรน
- ปวดศีรษะข้างเดียว/ทั้งสองข้าง/หรือสลับข้างไปมา
- ลักษณะอาการปวดเป็นจังหวะตุ๊บๆ และรุนแรง
- อาการปวดอาจคงอยู่ได้นาน 4-72 ชั่วโมง
- มีอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น คลื่นไส้หรืออาเจียน
- อาจมีอาการ Aura ร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง หรือหลังอาการปวดศีรษะ เช่น ตาพร่า เห็นแสงแฟลช หรือจุดดำในตา ชารอบปากและมือ อ่อนแรง หรือวิงเวียน
- อาการมักสัมพันธ์กับปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจน
อาการเหล่านี้ควรได้รับการวินิจฉัยแยกโรคปวดศีรษะที่มีสาเหตุร้ายแรง เช่น ภาวะสมองขาดเลือดหรือเลือดออกในสมองก่อน เมื่อแยกสาเหตุร้ายแรงออกแล้ว แผนการรักษาจะขึ้นอยู่กับความถี่และความรุนแรงของอาการปวดที่ส่งผลต่อผู้ป่วย
แนวทางการรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน
การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
- การรักษาอาการปวดเฉียบพลัน โดยใช้ยาชนิดรับประทานหรือฉีดเพื่อบรรเทาอาการ
- การป้องกันอาการปวดศีรษะ ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดบ่อยครั้ง รุนแรง หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น ตามัว เวียนศีรษะ ชา หรืออ่อนแรง โดยใช้ยาป้องกันอาการปวดทั้งชนิดรับประทานและฉีด
ควรสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ รวมถึงรักษาสาเหตุอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น โรคกล้ามเนื้อตึงตัวหรือออฟฟิศซินโดรม
สัญญาณเตือนอันตรายจากอาการปวดศีรษะที่ควรพบแพทย์ทันที (Red flag signs)
- อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หรือรุนแรงที่สุดในชีวิต
- อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน
- อาการปวดศีรษะที่รุนแรงขึ้น หรือมีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม
- อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นใหม่ในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี
- อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นใหม่ในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคมะเร็ง ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน หรืออยู่ในช่วงตั้งครรภ์
- อาการปวดศีรษะร่วมกับภาวะหมดสติชั่วคราวหรือชัก
- อาการปวดศีรษะที่ถูกกระตุ้นจากการออกแรง การเบ่ง หรือการมีเพศสัมพันธ์
- อาการทางระบบประสาทที่เกิดขึ้นร่วม เช่น เวียนศีรษะ อ่อนแรง เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง
- พบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายทั่วไปหรือการตรวจระบบประสาท
ผลกระทบหากไม่รักษาอาการปวดศีรษะไมเกรน
อาจนำไปสู่โรคปวดศีรษะที่มีสาเหตุร้ายแรง เช่น การอุดตันหรือแตกของหลอดเลือด ก้อนในสมอง เป็นต้น หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรงถาวร สูญเสียโอกาสในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ หรือนำไปสู่การใช้ยาเกินขนาดและภาวะติดยาแก้ปวด การป้องกันอาการปวดศีรษะซ้ำขึ้นอยู่กับชนิดของอาการปวด โดยหลักการคือการรักษาสาเหตุ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น และใช้ยาป้องกันอาการปวด
กลุ่มอาการปวดตึงกล้ามเนื้อจากการทำงาน หรือ ออฟฟิศซินโดรม ปวดตึงกล้ามเนื้อคอ/บ่า/ไหล่/หลัง
สาเหตุของอาการปวดกล้ามเนื้อตึงตัวเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อกลุ่มเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและอาจเกิดอาการต่อเนื่อง นอกจากนี้ การหลั่งสารสื่อประสาทที่กระตุ้นความปวด (Nitric oxide synthase) ไปกระตุ้นตัวรับความเจ็บปวดรอบกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการปวดหลังจากได้รับปัจจัยกระตุ้น (Precipitating factors) หากปัจจัยเหล่านี้ยังคงอยู่นาน จะส่งผลต่อตัวรับความเจ็บปวดในระบบประสาทส่วนกลาง (Central pain receptor) ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรังได้ ปัจจัยที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง ได้แก่
- ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ แร่ธาตุสำคัญ เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และขาดวิตามินบี วิตามินซี วิตามินดี
- ภาวะกล้ามเนื้อมีความทนทานต่ำ
- ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ
ลักษณะอาการของออฟฟิศซินโดรมหรือปวดกล้ามเนื้อตึงตัว
- ผู้ป่วยมักมีอาการปวด เกร็ง ตึงในกล้ามเนื้อที่ใช้งานบ่อย เช่น คอ บ่า ไหล่ ขมับ หลัง เอว และขา บางรายอาจคลำพบก้อนกล้ามเนื้อที่หดเกร็งค้าง เรียกว่า Trigger point
- อาการปวดมักเป็นแบบตื้อๆ หน่วงๆ และสัมพันธ์กับการใช้งานกล้ามเนื้อ
- ระยะเวลาปวดขึ้นกับความรุนแรงของแต่ละบุคคล มักไม่พบอาการอื่น เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนแรง หรือชา หากมีอาการร่วม ควรสงสัยโรคปวดศีรษะที่มีสาเหตุร้ายแรง
แนวทางการรักษาอาการปวดจากกล้ามเนื้อตึงตัวหรือออฟฟิศซินโดรม
หลักการรักษาคือการลดอาการเกร็งและตึงของกล้ามเนื้อกลุ่มนั้นๆ โดยมีวิธีการดังนี้
- การใช้ยารับประทานหรือยาฉีดเพื่อคลายกล้ามเนื้อ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาพาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และยาแก้ปวดกลุ่ม Opioid
- การฝังเข็มเพื่อคลายจุดตึงของกล้ามเนื้อ (Dry needle puncture)
- การฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปยังจุดกล้ามเนื้อที่ตึง (Trigger point injection)
- การนวดกดจุดเพื่อสลายจุดตึง (Massage)
- การใช้ความร้อนประคบหรือแผ่นร้อนเพื่อคลายกล้ามเนื้อ (Heat pack compression)
- การใช้คลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Ultrasound)
- การใช้คลื่นกระแทก (Shock wave)
- การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic stimulation therapy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุด
ขั้นตอนการรักษามีดังนี้
- ประเมินอาการผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อวินิจฉัยโรคและสาเหตุที่เกี่ยวข้อง
- ตรวจเพิ่มเติมในบางกรณีเพื่อแยกโรค
- วางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์เพื่อให้ได้วิธีการรักษาที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดระยะเวลาในการรักษา และป้องกันความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
บทความนี้เขียนโดย : แพทย์หญิง จิตรลดา สมาจาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
