

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (chronic leukemia) คือ การที่เซลล์เม็ดเลือดขาวเกิดการผลิตมากเกินไปจนทำให้จำนวนเม็ดเลือดขาวในร่างกายมากกว่าปกติ ซึ่งการเกิดขึ้นของโรคนี้มักเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เป็นเวลาหลายปี แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจเลือด

การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถทำได้หลายวิธี โดยแพทย์จะพิจารณาความเหมาะสมจากประเภทของโรค รวมถึงอายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ก่อนที่จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้เคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งเป็นการรักษาหลักสำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน โดยจะใช้สารเคมีในการทำลายเซลล์มะเร็งที่มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ไขกระดูกสามารถผลิตเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมาได้

การทำเคมีบำบัดมีหลายรูปแบบ ได้แก่ การรับประทานยา การฉีดเข้าหลอดเลือดดำ และการฉีดเข้าภายในน้ำไขสันหลัง ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันมักจะต้องใช้เคมีบำบัดหลายประเภทร่วมกัน ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากชนิดและความรุนแรงของโรค รวมถึงความแข็งแรงของร่างกายของผู้ป่วย เนื่องจากเคมีบำบัดสามารถส่งผลกระทบต่อเซลล์ปกติของร่างกาย เช่น เซลล์ในระบบทางเดินอาหาร และเซลล์ในไขกระดูก ทำให้เกิดอาการปากเจ็บ ท้องเสีย โลหิตจาง หรือเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ซึ่งในระหว่างการรักษาผู้ป่วยอาจต้องได้รับเลือดและเกล็ดเลือด รวมถึงยารักษาอาการเพื่อลดผลข้างเคียง เช่น ยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว หรือยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน

การรักษาโดยการใช้ยาเฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted therapy) เป็นการใช้ยาเฉพาะที่จะทำลายเซลล์มะเร็งโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ เช่น ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine kinase inhibitor) ซึ่งใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ (Chronic myeloid leukemia) และเทคโนโลยีใหม่ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว เช่น การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell transplantation) ซึ่งแพทย์จะนำเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดหรือไขกระดูกของผู้ป่วยเอง (Autologous transplantation) หรือจากญาติหรือผู้บริจาค (Allogeneic transplantation) ที่มีการเข้ากันได้ มาใช้ในการปลูกถ่ายหลังจากที่โรคได้รับการรักษาจนเข้าสู่ระยะสงบ เพื่อลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำ
มะเร็งเม็ดเลือดขาวถือเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็ก โดยพบได้ประมาณ 25-30% ของมะเร็งทั้งหมดในเด็ก
