หลังจากที่ได้ทราบคำแนะนำในการดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว ในสัปดาห์นี้ยังมีเรื่องราวสำคัญเกี่ยวกับ “อาการของผู้สูงอายุที่ต้องสังเกตเป็นประจำ” และ “สิ่งที่ญาติหรือผู้ดูแลไม่ควรละเลย”
อาการสำคัญของผู้สูงอายุที่ควรสังเกตอย่างต่อเนื่อง มีดังต่อไปนี้
อุณหภูมิร่างกายปกติอยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส ไม่ควรต่ำกว่า 37 องศาเซลเซียส และไม่ควรเกิน 37.5 องศาเซลเซียส
ความดันโลหิตปกติอยู่ที่ 120/80 มิลลิเมตรปรอท ไม่ควรต่ำกว่า 100/60 มิลลิเมตรปรอท และไม่ควรเกิน 140/95 มิลลิเมตรปรอท
อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรปกติอยู่ที่ 80-100 ครั้งต่อนาที ไม่ควรต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที และไม่ควรเกิน 120 ครั้งต่อนาที
อัตราการหายใจปกติอยู่ที่ 12-20 ครั้งต่อนาที ไม่ควรต่ำกว่า 8 ครั้งต่อนาที และไม่ควรเกิน 30 ครั้งต่อนาที
ควรสังเกตระดับความรู้ตัว การรับรู้ อาการปวด หรือพฤติกรรมต่างๆ ของผู้ป่วย ทั้งในด้านที่ดีขึ้น เช่น การตอบสนองต่อคำพูดของญาติหรือผู้ดูแล ความสามารถในการกินอาหารหรือกลืนน้ำได้เอง หรืออาการผิดปกติ เช่น ซึมลง กระวนกระวาย กัดฟัน พูดไม่หยุด อารมณ์หงุดหงิด นอนไม่หลับ แขนขาอ่อนแรง แผล หรืออาการชักเกร็ง เป็นต้น
สำหรับระบบการขับถ่ายหรือกรณีที่ใส่สายสวนปัสสาวะ ควรสังเกตปริมาณปัสสาวะ สี ความเข้ม ตะกอน และความสะอาดของถุงปัสสาวะ
ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องรับอาหารทางสายยาง ควรสังเกตการย่อยอาหารในแต่ละมื้อโดยดูดกลับด้วยกระบอกฉีดยา ก่อนให้อาหารมื้อต่อไป ปริมาตรที่ดูดกลับไม่ควรเกิน 0-50 มิลลิลิตร
สำหรับผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจที่คอ การดูดเสมหะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยระบายเสมหะ หากผู้ป่วยไอออกเองได้ลำบาก ไม่ควรดูดเสมหะบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยขาดออกซิเจนได้ และไม่ควรใส่สายดูดเสมหะลึกเกินท่อช่วยหายใจ เพราะอาจกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอหรือสำลักอย่างรุนแรงจนเกิดปัญหาได้ ควรสังเกตสีและความเหนียวของเสมหะ การให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสะอาดทางสายยาง 1,500-2,000 มิลลิลิตรต่อวัน ช่วยละลายเสมหะได้ดี

สิ่งที่ญาติหรือผู้ดูแลไม่ควรละเลย มีดังต่อไปนี้
1. ควรพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และแจ้งอาการของผู้ป่วยให้แพทย์ทราบอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรรอจนผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก่อนจึงไปพบแพทย์
2. หากผู้ป่วยนอนติดเตียงเป็นเวลานาน ควรทำกายภาพบำบัดและพลิกตัวผู้ป่วยตามคำแนะนำของแพทย์ รวมทั้งสังเกตอาการแผลกดทับที่อาจเกิดขึ้นบนร่างกายผู้ป่วย
3. ควรพูดคุยกับผู้ป่วยทุกวัน ติดตามอาการเบื้องต้นตามที่แนะนำ และกระตุ้นให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมประจำวัน หากผู้ป่วยยังสามารถใช้แขนขาได้บ้าง ควรส่งเสริมการใช้แขนขาที่อ่อนแรง และจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ปลอดภัยไว้ทางด้านนั้น
4. ระมัดระวังอุบัติเหตุจากการหกล้ม ญาติหรือผู้ดูแลต้องคอยสังเกตและดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรอยู่ในสายตาตลอดเวลา การหกล้มในผู้ป่วยโรคทางสมองอาจนำไปสู่ความผิดปกติร้ายแรงหรือเสียชีวิตได้
5. ควรรักษาอารมณ์ให้สงบ ไม่แสดงความหงุดหงิดหรือโมโหต่อผู้ป่วย ควรใช้คำพูดที่อ่อนโยนและให้กำลังใจผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าบางครั้งผู้ป่วยอาจดื้อหรือเอาแต่ใจตนเอง
6. ควรจดบันทึกอาการของผู้ป่วยทุกครั้ง ทั้งอาการที่ดีขึ้นหรือผิดปกติ เพื่อนำไปปรึกษาหรือรายงานให้แพทย์ทราบ
7. หากมีผู้ดูแลอื่นร่วมด้วย อย่าปล่อยให้ผู้ดูแลรับผิดชอบเพียงคนเดียว ควรร่วมสังเกตวิธีการดูแลว่าถูกต้อง นุ่มนวล และสะอาดหรือไม่ พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือผู้ดูแลอย่างเหมาะสม
8. แผลกดทับมักเกิดจากการนอนนิ่งเป็นเวลานานโดยไม่มีการพลิกตัวหรือเคลื่อนไหว ซึ่งอาจทำให้ผิวหนังเป็นแผลและลุกลามถึงกล้ามเนื้อ การขาดเลือดไปเลี้ยงผิวหนังเป็นสาเหตุหลักของการเกิดแผล การป้องกันแผลกดทับเป็นสิ่งสำคัญ ควรพลิกตัวและตรวจสอบผิวหนังผู้ป่วยทุกวัน โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูก เช่น ใบหู หนังศีรษะ ข้อศอก ข้อไหล่ เข่า ก้นกบ สะโพก ส้นเท้า และตาตุ่ม หากพบรอยแดง ควรหลีกเลี่ยงการนอนทับบริเวณนั้นและปรึกษาแพทย์ทันที
9. ควรพลิกตัวผู้ป่วยทุก 2 ชั่วโมงอย่างสม่ำเสมอ จัดท่านอนสลับกันและใช้หมอนรองให้ถูกต้อง นวดเบาๆ บริเวณปุ่มกระดูกทุกครั้งที่พลิกตัว เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น อาจใช้ครีมบำรุงผิวร่วมด้วย ดูแลความสะอาดผิวหนังไม่ให้ชื้นหรือแห้งเกินไป ที่นอนไม่ควรนิ่มเกินไป และผ้าปูที่นอนต้องสะอาด ไม่มีรอยย่น เพื่อลดการระคายเคือง แม้ที่นอนลมราคาแพงก็ไม่สามารถป้องกันแผลกดทับได้ การเปลี่ยนจุดรองรับน้ำหนักทุก 2 ชั่วโมงช่วยลดการเกิดแผลกดทับได้ดีกว่า ในผู้ป่วยบางรายที่น้ำลายไหลมาก ควรเช็ดบริเวณใบหูให้แห้งอยู่เสมอ
10. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับอาหาร น้ำ วิตามิน เกลือแร่ และแร่ธาตุสำคัญ เช่น โครเมียม แมกนีเซียม สังกะสี ในปริมาณที่เหมาะสม
ยังมีข้อควรปฏิบัติอื่นๆ ที่ญาติหรือผู้ดูแลไม่ควรพลาด ติดตามเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์ “ศุกร์สุขภาพ” สัปดาห์หน้าครับ
@ @ @ @ @ @
แหล่งที่มาของข้อมูล
หนังสือแนวทางการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ สำหรับประชาชนทั่วไป
โดย รศ.นท.ดร.นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
